วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม 2569

Login
Login

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยื่นแบบ12 ล้านคน จ่ายภาษีจริงแค่ 5 ล้านคน!

ประเด็นการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลเป็นประเด็นสำคัญทางการคลังที่มีการพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน โดยในส่วนของรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยมีจำนวนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรวัยแรงงาน หรือแม้แต่เปรียบเทียบระหว่างจำนวนคนที่ยื่นภาษีรายได้บุคคลธรรมดา กับจำนวนคนที่เสียภาษีจริงก็มีจำนวนที่ต่างกันมาก

ข้อมูลล่าสุดจากกรรมาธิการงบประมาณ เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบข้อมูลสถิติการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2567 (ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91) ซึ่งเสียภาษีในปีภาษี 2568 พบประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับโครงสร้างฐานภาษีของประเทศไทย

 

โดยจากจำนวนผู้ยื่นแบบภาษีทั้งหมด 12.57 ล้านคน กลับมีผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีจริงเพียง 5.14 ล้านคน หรือคิดเป็นเพียง 40.9% ของผู้ยื่นแบบทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่ผู้ยื่นแบบส่วนใหญ่ถึง 7.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 59.1% เป็นกลุ่มที่ไม่มีภาระภาษีต้องชำระ

เนื่องจากมีรายได้สุทธิอยู่ในเกณฑ์ 0-150,000 บาท ซึ่งได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้เสียภาษีเงินได้ในจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ยื่นแบบและประชากรในวัยทำงานทั้งหมด

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงการกระจายภาระภาษีจะเห็นภาพความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน โดยภาษีที่คำนวณได้รวมทั้งสิ้น 278,177 ล้านบาทนั้น มาจากกลุ่มผู้มีรายได้สูงเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้สุทธิเกิน 5,000,000 บาทขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนเพียง 30,000 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.2% ของผู้ยื่นแบบทั้งหมด แต่กลับเป็นผู้แบกรับภาระภาษีสูงถึง 71,516 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.7% ของภาษีที่จัดเก็บได้ทั้งหมด

หากรวมกลุ่มที่มีรายได้สุทธิระหว่าง 2,000,001 ถึง 5,000,000 บาท ซึ่งมีอยู่ 0.8% เข้าไปด้วย จะพบว่าประชากรเพียง 1% ของผู้ยื่นแบบ เป็นผู้ชำระภาษีรวมกันสูงถึง 50.1% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมดที่รัฐจัดเก็บได้

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลดังกล่าวยังระบุถึง ยอดภาษีที่มีการจ่ายคืนจากการชำระไว้เกิน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 46,989 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการขยายฐานภาษีของประเทศ โดยภาระภาษีส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ยังมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในการบริหารจัดการงบประมาณและปรับปรุงโครงสร้างรายได้ของประเทศให้มีความสมดุลและยั่งยืนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน