‘อนุทิน’ ต่อยอดเยือนจีน สั่งรัฐมนตรี ผู้บริหารหลายหน่วยงานทำ “แอ็คชั่นแพลน” ความร่วมมือกับรัฐบาลจีนให้เป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้าการลงทุน ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี แห่งอนาคตทั้งเอไอ และอีวี หลังหารือกับผู้นำจีนทั้ง ปธน.สี และนายกฯจีน โดยกำชับให้รายงาน ครม.รับทราบความคืบหน้าเป็นระยะ ชี้สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน-ธุรกิจสองประเทศ
KEY POINTS
- นายกฯ อนุทินสั่งการให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อต่อยอดผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ
- แผนปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันความร่วมมือไทย-จีนในหลายมิติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ครอบคลุมด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI และยานยนต์ไฟฟ้า
- การเยือนจีนครั้งนี้นำไปสู่การลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจรวม 15 ฉบับ และการเชิญชวนนักลงทุนจีนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
- หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายต้องกำหนดกรอบเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นระยะ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่าเมื่อเร็วๆนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานให้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมาว่าในเรื่องที่สืบเนื่องจากการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรีและคณะซึ่งได้เดินทางเยือนอย่างเป็นทางการะหว่างวันที่ 17 - 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่าในการเยือนครั้งนี้ได้พบหารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลายมิติ
ซึ่งทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะร่วมกันยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย - จีน ให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้าการลงทุน ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว ตลอดจนเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artficial intellige หรือ “Al” และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ในการนี้ได้ร่วมลงนามในความตกลงและบันทึกความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ระหว่างกันรวมถึง 15 ฉบับครอบคลุมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม การศึกษาและวิจัยด้าน AI การสำรวจอวกาศ การส่งออกสัตว์น้ำ การบริหารจัดการน้ำ การสาธารณสุข และด้านอื่น ๆ อีกหลายสาขาซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ยังได้พบหารือกับผู้ประกอบการชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานระบคลาวด์ (Cloud Infrastructure) และ AI การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ดังนั้น นายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รองรับผลการหารือและข้อตกลงต่าง ๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน เพื่อผลักดันผลการหารือ และข้อตกลงต่าง ๆ ดังกล่าว ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วและรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ทราบเป็นระยะด้วย
ทั้งนี้ สลค. ระบุว่า ครม.ได้พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรี เสนอจึงเรียนยืนยันมา และขอได้โปรดดำเนินการตามมติ ครม.ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอได้โปรดดำเนินการตามมติ ครม.ดังกล่าวต่อไป





