"ตลาดอีคอมเมิร์ซยุโรป"กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ หลังสหภาพยุโรป (EU) เริ่มบังคับใช้มาตรการศุลกากรใหม่สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป โดยยกเลิกสิทธิยกเว้นอากรศุลกากรที่ใช้มายาวนานหลายสิบปี และกำหนดให้จัดเก็บอากร 3 ยูโรต่อหนึ่งประเภทพิกัดศุลกากรของสินค้า
ล่าสุดเว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในประเทศ ณ กรุงมาดริด ประเทศสปน รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป สเปนเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บอากรศุลกากรใหม่ของสหภาพยุโรป สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร ซึ่งผู้บริโภคสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์จากประเทศนอกสหภาพยุโรป
โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ รวมถึงประเทศสเปน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซ (E-commerce Market) ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในยุโรป
โดยมาตรการนี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคที่สั่งซื้อสินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรป ตลอดจนผู้ประกอบการและผู้ส่งออกจากประเทศที่สาม เช่น จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศไทย ที่จำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคในยุโรปผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ของตนเอง
สำหรับผู้บริโภคในสเปน ต้นทุนการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรปอาจเพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บอากรศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และค่าดำเนินการของผู้ให้บริการขนส่ง ส่งผลให้ความได้เปรียบด้านราคาของสินค้านำเข้าราคาต่ำลดลง และอาจทำให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณาซื้อสินค้าจากผู้จำหน่ายภายในสหภาพยุโรปมากขึ้น
ในด้านผู้ประกอบการ มาตรการดังกล่าวช่วยลดความได้เปรียบของสินค้านำเข้าราคาต่ำจากประเทศนอกสหภาพยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการยกเว้นอากรศุลกากร ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการภายในและภายนอกสหภาพยุโรปมีความเป็นธรรมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกจากประเทศที่สาม รวมถึงประเทศไทย อาจต้องเผชิญกับต้นทุนและขั้นตอนด้านศุลกากรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคยุโรปผ่านช่องทางออนไลน์โดยตรง
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังมีแนวโน้มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลสินค้านำเข้า และลดความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดยุโรป ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการจากประเทศนอกสหภาพยุโรปต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้า ความโปร่งใสของข้อมูล และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศนอกสหภาพยุโรปที่มีการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรปผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศและการจำหน่ายโดยตรงผ่านเว็บไซต์ของผู้ประกอบการประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการส่งออกสินค้าไปยังยุโรปผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งผ่านแพลตฟอร์มระดับโลกและเว็บไซต์ของผู้ประกอบการเอง จึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากกฎใหม่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จำหน่ายสินค้ามูลค่าไม่สูงและจัดส่งเป็นรายชิ้นส่งตรงจากไทยถึงผู้บริโภคในยุโรป
สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สปา สมุนไพร ของตกแต่งบ้าน งานหัตถกรรม เครื่องประดับ เสื้อผ้า และสินค้าไลฟ์สไตล์ เนื่องจากต้นทุนที่ผู้ซื้อในยุโรปต้องจ่ายเพิ่ม อาจกระทบการตัดสินใจซื้อและลดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยที่มีคลังสินค้าอยู่ในสหภาพยุโรป หรือมีผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายในประเทศสมาชิกอยู่แล้ว จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะสินค้าได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้าสู่ตลาดยุโรปเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวอาจเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เช่น การใช้ศูนย์กระจายสินค้าในยุโรป การรวมคำสั่งซื้อเพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และการสร้างความร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายภายในสหภาพยุโรปมากขึ้น
สคต. ณ กรุงมาดริด ให้ความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางการกำกับดูแลการค้าอิเล็กทรอนิกส์ของสหภาพยุโรปที่เข้มงวดมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศุลกากร ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค และสร้างสภาพการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการภายในสหภาพยุโรปกับผู้จำหน่ายสินค้าจากประเทศนอกภูมิภาค
แม้มาตรการนี้อาจทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์
แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบและเป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และความโปร่งใสของแหล่งที่มาของสินค้า
สำหรับประเทศไทย แม้มาตรการดังกล่าวอาจสร้างภาระต้นทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าจากประเทศไทยโดยตรงไปยังผู้บริโภคในยุโรป แต่ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของแต่ละราย หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวโดยใช้คลังสินค้าภายในสหภาพยุโรป พัฒนาระบบโลจิสติกส์ หรือร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในประเทศสมาชิก ก็จะช่วยลดผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวได้
ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบด้านศุลกากรของสหภาพยุโรปอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมด้านเอกสาร การจำแนกพิกัดศุลกากร และการบริหารต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป
นอกจากนี้ ควรใช้จุดแข็งของสินค้าไทยในด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความเป็นเอกลักษณ์ และมูลค่าเพิ่ม เป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน แทนการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวอาจเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าและปรับกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดยุโรป เพื่อรองรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศในอนาคต



