ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกข้าวครึ่งปีแรก ปริมาณ 3,278,172 ตัน ลดลง 18.8% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนทิศทางพืชเศรษฐกิจอย่าง “ข้าว” กำลังอยู่ในความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ข้าวนาปี ปี 2569/70 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ (13 – 19 ก.ค. 2569) อ้างอิงข้อมูล ณ เดือนมิ.ย. 2569 มีเนื้อที่เพาะปลูก 60.835 ล้านไร่ ผลผลิต 25.831 ล้านตัน ทั้งพื้นที่ปลูกและผลผลิตคาดว่าจะลดลงจากปีที่แล้ว เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ไม่จูงใจ รวมทั้งราคาปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้น เช่น ราคาปุ๋ย ราคาน้ำมัน ทำให้เกษตรกรปล่อยพื้นที่ให้ว่าง ประกอบกับปีนี้คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 จนถึงต้นปี 2570 ทำให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณฝนลดลงและน้อยกว่าปีที่แล้ว ดังนั้นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถทำนาปีรอบ 2 ได้
ข้อมูลจาก กระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) สรุปภาพรวมผลผลิตข้าวโลกปี 2026/27 ว่า ผลผลิตข้าวโลกปรับตัวลดลงเล็กน้อย คาดว่าจะอยู่ที่ 537.2 ล้านตัน (ข้าวสาร) ซึ่งลดลง 0.6 ล้านตัน จากประมาณการในเดือนมิ.ย. และต่ำกว่าปริมาณผลผลิตในฤดูเก็บเกี่ยวปี 2025/26 อยู่ 2%
ผลผลิตข้าวทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง
โดยแหล่งผลิตข้าวสำคัญ ๆ เช่น สหรัฐแนวโน้มผลผลิตปรับตัวลดลง ขณะที่เกาหลีใต้กำลังเร่งสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการทำนาข้าวไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน เช่น ถั่วเหลือง และการบริโภคข้าวในเกาหลีใต้ลดลงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี โดยมีสาเหตุมาจากจำนวนประชากรที่ลดลง ความนิยมในอาหารประเภทอื่นที่ไม่ใช่ข้าวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
กัมพูชา ผลผลิตข้าวปี 2025/26 ถูกปรับลดลง 100,000 ตัน เพราะปัจจัยราคาปุ๋ยและน้ำมันที่สูงขึ้น ประกอบกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทยที่กระทบต่อการนำเข้าเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย
ในทางตรงกันข้าม พบว่า เอกวาดอร์ ผลผลิตข้าวปรับเพิ่มขึ้น 180,000 ตัน, ปากีสถาน ประมาณการผลผลิตข้าวปี 2025/26 ปรับเพิ่มขึ้น 598,000 ตัน, ฟิลิปปินส์ ผลผลิตข้าวปี 2025/26 ปรับเพิ่มขึ้น 150,000 ตัน, อุรุกวัย ปรับเพิ่มขึ้น 105,000 ตัน
ด้านการค้าข้าวโลกปี 2026/27 ลดลง จากยอดขายที่ลดลงของกัมพูชาและบังกลาเทศ โดยกัมพูชา การส่งออกลดลง 300,000 ตัน เนื่องจากการค้าที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการส่งออกข้าวเปลือกข้ามแดนไปยังเวียดนามที่ลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน (ปกติกัมพูชาจะส่งออกข้าวเปลือกไปเวียดนามเนื่องจากเวียดนามมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสี การตาก และการจัดเก็บที่ดีกว่า) แต่ถูกชดเชยได้บางส่วนจากการส่งออกข้าวสารที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไปยังตลาดฟิลิปปินส์ที่มีความต้องการข้าวหอมมะลิคุณภาพดีราคาเหมาะสมของกัมพูชาสูง
เวียดนามส่งออกเพิ่มหลังราคาแข่งไทยได้
เวียดนาม การส่งออกข้าวปี 2026/27 ปรับเพิ่มขึ้น 100,000 ตัน เป็น 8.1 ล้านตัน เนื่องจากราคาที่แข่งขันได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับราคาข้าวไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ยอดขายจนถึงเดือนมิ.ย. อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัน (ประมาณ 62% ของยอดรวมทั้งปีการค้า)
จีน คาดการณ์การนำเข้าข้าวฤดูกาลใหม่ปรับเพิ่มขึ้น 600,000 ตัน ในเดือนก.ค. นี้ พร้อมกับปรับเพิ่มขึ้น 400,000 ตัน สำหรับปี 2025/26 โดยเฉพาะการซื้อปลายข้าวในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 ที่สูงกว่าปีก่อนมากกว่า 60% (ปลายข้าวมักนำเข้านอกระบบโควตาภาษีเนื่องจากอัตราภาษีต่ำ เพียง 5–10%) ซึ่งรายงานระบุว่าถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นหลัก และบังกลาเทศ การนำเข้าข้าวฤดูกาลใหม่ปรับลดลง 300,000 ตัน ตามแนวโน้มการเติบโตของการบริโภคที่ชะลอตัวลง
รายงานยังระบุอีกว่า สต็อกยกไปปลายงวดปี 2026/27 ที่ชดเชยกันระหว่างจีนและอินเดียนั้นพบว่า จีน หลังจากมีการเปิดประมูลข้าวเก่า (ปี 2019 และ 2021) สต็อกปลายงวดปี 2026/27 ของจีนลดลง 1 ล้านตัน เหลือ 107.0 ล้านตัน ในขณะที่ตัวเลขปีก่อนหน้าปรับเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านตัน เป็น 105.5 ล้านตัน และการนำเข้าปลายข้าวปี 2025/26 ช่วยเพิ่มอุปทานและทำให้สต็อกข้าวเก่าสูงขึ้น
จีน-อินเดียกอดสต็อกเพื่อความมั่นคงอาหาร
“แม้ผลผลิตของจีนในเดือนนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่การนำเข้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6 ล้านตัน ทำให้อุปทานรวมเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านตัน ท่ามกลางการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น 2.1 ล้านตัน ได้หักล้างทำให้สต็อกปลายงวดจีนลดลงสุทธิ 1.0 ล้านตัน”
ด้านอินเดีย สถานการณ์ตรงกันข้ามกับจีนอย่างมีนัย โดยสต็อกปลายงวดฤดูกาลใหม่ของอินเดียปรับเพิ่มขึ้น 1.0 ล้านตัน ในเดือนก.ค. เนื่องจากรัฐบาลยังคงถือครองสต็อกจำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศและความมั่นคงทางอาหาร
“ส่งผลให้สต็อกปี 2026/27 ของอินเดียคาดว่าจะอยู่ที่ 51.0 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 26% ของสต็อกข้าวทั่วโลก”
ในส่วนสถานการณ์ของประเทศไทย ข้อมูลจาก สศก. ระบุว่า เกษตรกรขาดความมั่นใจเกี่ยวกับราคาข้าวที่มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับปัจจัยการผลิตยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง เกษตรกรจึงปล่อยพื้นที่ว่าง บางรายปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในบางพื้นที่ลดรอบการเพาะปลูกจากเดิมที่ทำได้ 2 รอบเหลือเพียง 1 รอบ เนื่องจากความล่าช้าในการเพาะปลูกข้าวนาปรัง จากสถานการณ์น้ำที่ยังท่วมขังอยู่ ทำให้รอบการปลูกไม่สามารถดำเนินการได้ทันเวลาตามปกติ อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐฯ ยังมีการส่งเสริม “โครงการยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง” เพื่อจูงใจให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยหรือพืชมูลค่าสูง แทนการทำนาปรัง
ด้านราคาข้าวเปลือกของไทย ข้อมูลจากสมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุว่า ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% (จ.อยุธยา) ณ วันที่ 24 ก.ค. 2569 ราคาตันละ 8,900-9,300 บาท สูงกว่าราคาเฉลี่ยก่อนหน้านี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ (จ.อุบลราชธานี) ตันละ 17,000-18,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียว (เชียงใหม่) ตันละ 10,000-11,000 บาท





