วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘อีวี-ดาต้าเซ็นเตอร์-อากาศร้อน’ดันใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น คู่ขนานวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์โลก-“ไทย”เปิดแผนสำรองน้ำมัน

รายงานฉบับใหม่จากทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ความต้องการพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าปีที่ผ่านมา แม้ระบบไฟฟ้าทั่วโลกจะต้องเผชิญกับความผันผวนและความวุ่นวายในตลาดพลังงานก็ตาม

แม้ว่าเหตุการณ์หยุดชะงักในตลาดก๊าซธรรมชาติทั่วโลกจากสงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในหลายภูมิภาคสูงขึ้น แต่ความต้องการขั้นพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากภาคอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ยานยนต์ไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล คาดว่าจะยังคงขับเคลื่อนให้การบริโภคไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ในทิศทางขาล้านอย่างมั่นคง

รายงาน Electricity Mid-Year Update ล่าสุดของ IEA ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกจะเติบโต 3.6% ในปี 2026 และจะเติบโตเพิ่มอีก 3.8% ในปี 2027 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากอัตราการเติบโต 3% ในปี 2025 โดยการบริโภคไฟฟ้าทั่วโลกถูก

คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 30,700 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ในปี 2027 เมื่อเปรียบเทียบกับ 28,600 TWh ในปี 2025ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้น เป็นปรากฎการณ์คู่ขนานไปกับการหยุดชะงักของขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งได้มาทดสอบตลาดไฟฟ้าทั่วโลก ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติในเอเชียและยุโรปพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงานปี 2022–2023 และบีบให้บางภูมิภาคต้องใช้วิธีการฉุกเฉินเพื่อลดการใช้พลังงาน 

แม้ว่าระบบไฟฟ้าส่วนใหญ่จะสามารถรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ได้จนถึงปัจจุบัน โดยมีอุปทาน LNG เพิ่มเติม โดยเฉพาะจากอเมริกาเหนือ ที่ช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาด อย่างไรก็ตาม ราคา ก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติมาเป็นถ่านหินในหลายประเทศแถบเอเชียและยุโรป 

ขณะเดียวกัน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยกระจายแหล่งอุปทานไฟฟ้าในหลายประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและช่วยลดทอนผลกระทบจากวิกฤตนี้

“พลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2026 โดยจะแซงหน้าถ่านหินหลังจากที่เคยมีสัดส่วนใกล้เคียงกันในปี 2025 โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคาดว่าจะเติบโตมากกว่า 8% ในปี 2026 และพร้อมที่จะเพิ่มสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกจาก 33% ในปี 2025 เป็น 37% ภายในปี 2027”

พลังงานแสงอาทิตย์ยังคงเป็นผู้นำการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก โดยการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ (Solar PV) คาดว่าจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงสองปีข้างหน้า แซงหน้าพลังงานลมในปี 2026

ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกคาดว่าจะเห็นการบริโภคไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในจีน การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 5.5% ในปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมการผลิตและการขยายตัวของการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า ในอินเดีย การเติบโตของความต้องการคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งสู่ระดับ 7% หลังจากที่ชะลอตัวจากปัจจัยสภาพอากาศในปี 2025 สำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า การเติบโตยังคงแข็งแกร่งใกล้เคียง 2% ทั้งในสหรัฐและสหภาพยุโรป ในทางกลับกัน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอย่างมากและการหยุดชะงักของอุปทานกำลังส่งผลกระทบต่อการบริโภคไฟฟ้าในตลาดนำเข้า LNG ในเอเชียที่มีความไวต่อราคา เช่น ปากีสถานและบังกลาเทศ

รายงานยังเตือนด้วยว่า ปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าอย่างมีนับสำคัญ ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับแนวโน้มในอนาคต ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2026

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งในขณะนี้ยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก 

อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ด้านการจัดหาน้ำมันดิบของไทยนั้น มีการเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง มีการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาน้ำมันดิบที่มีศักยภาพและเพิ่มปริมาณนำเข้า อาทิ สหรัฐ อาร์เจนตินา 

โดย ณ วันที่ 23 ก.ค. 2569 มีน้ำมันสำรองเพื่อการค้า (น้ำมันดิบ+น้ำมันสำเร็จรูป) 2,353 ล้านลิตร น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,385 ล้านลิตร น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 4,299 ล้านลิตร และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันการจัดหาแล้ว (รอการขนส่ง) 3,280 ล้านลิตร ซึ่งรวมแล้ว ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ 108 วัน ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยวันละ 57.26 ล้านลิตร และน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 30.36 ล้านลิตร 

ทั้งนี้ มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและบริหารจัดการอย่างรัดกุม เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ โดยไม่เกิดภาวะขาดแคลนในทุกสถานการณ์

ส่วนในด้านราคา กระทรวงพลังงานจะดูแลเสถียรภาพด้านราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนให้มากที่สุด