วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ครม.ไฟเขียว เว้นภาษีชดเชย 'เลิกทำประมง' ซื้อคืนเรือ 923 ลำ เฉือนรายได้รัฐ 167 ล้าน

รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบทะเลไทย ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับเงินชดเชย "โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ" หวังช่วยเจ้าของเรือ 923 ลำ รับเงินก้อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย คลังชี้รัฐยอมสูญรายได้ 167 ล้านบาท แลกความคุ้มค่าในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และหนุนชาวประมงตั้งตัวทำอาชีพใหม่

KEY POINTS

  • ครม. อนุมัติยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ให้กับเจ้าของเรือประมงที่ได้รับเงินชดเชยจากโครงการนำเรือออกจากระบบ
  • โครงการดังกล่าวตั้งเป้าซื้อคืนเรือประมงจำนวน 923 ลำ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและช่วยเหลือชาวประมงที่ต้องการเลิกอาชีพ
  • การยกเว้นภาษีครั้งนี้จะทำให้เจ้าของเรือได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวน แต่คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 167 ล้านบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกายกเว้นรัษฎากร เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้กับเจ้าของเรือประมงที่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาจากโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ในช่วงปี 2568-2569

มาตรการทางภาษีดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งในขับเคลื่อนการจัดระเบียบภาคการประมงไทย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อบริหารจัดการจำนวนเรือให้สอดคล้องกับปริมาณสัตว์น้ำ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทะเลไทย ลดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร และเปิดทางให้ชาวประมงที่ต้องการเลิกกิจการสามารถปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้อย่างยั่งยืน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ครม.ได้อนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบระยะล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2568 โดยกำหนดกรอบงบประมาณสำหรับการจ่ายเงินชดเชยแก่เรือประมงจำนวน 923 ลำ วงเงินรวม 1,622.6053 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • กลุ่มที่แยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือ 877 ลำ
  • กลุ่มที่นำเรือไปใช้ประโยชน์อื่น เช่น ร้านกาแฟ โรงแรม หรือห้องสมุด 1 ลำ
  • กลุ่มที่เปลี่ยนประเภทเรือเพื่อใช้ในกิจการอื่น 45 ลำ

กรมประมงจะทยอยจ่ายเงินชดเชยเป็น 2 งวด ภายในปี 2568–2569

นางสาวลลิดา ระบุว่า การปลดล็อกเงื่อนไขทางภาษีในครั้งนี้ จะช่วยให้เจ้าของเรือประมงได้รับเงินชดเชยแบบเต็มจำนวน โดยไม่ต้องนำเงินก้อนดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเมื่อสิ้นปี ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับโครงการระยะก่อนหน้า ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเรือที่จอดทิ้งไว้ บรรเทาภาระหนี้สิน และทำให้ผู้ได้รับผลกระทบมีเงินทุนตั้งต้นเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นอาชีพใหม่

ในมิติของผลกระทบทางการคลัง กระทรวงการคลังประเมินว่ามาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีรวมประมาณ 167 ล้านบาท แบ่งเป็นภาษีบุคคลธรรมดา 160 ล้านบาท และนิติบุคคล 7 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากประเมินในภาพรวมระดับมหภาค ภาครัฐมองว่าเม็ดเงินภาษีที่หายไป ถือเป็นการประคับประคองผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงที่คุ้มค่า ควบคู่ไปกับการลงทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของประเทศให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง

โดยหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของชุมชนประมงอย่างต่อเนื่อง