รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบทะเลไทย ครม. เคาะยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับเงินชดเชย "โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ" หวังช่วยเจ้าของเรือ 923 ลำ รับเงินก้อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย คลังชี้รัฐยอมสูญรายได้ 167 ล้านบาท แลกความคุ้มค่าในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และหนุนชาวประมงตั้งตัวทำอาชีพใหม่
KEY POINTS
- ครม. อนุมัติยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ให้กับเจ้าของเรือประมงที่ได้รับเงินชดเชยจากโครงการนำเรือออกจากระบบ
- โครงการดังกล่าวตั้งเป้าซื้อคืนเรือประมงจำนวน 923 ลำ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและช่วยเหลือชาวประมงที่ต้องการเลิกอาชีพ
- การยกเว้นภาษีครั้งนี้จะทำให้เจ้าของเรือได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวน แต่คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 167 ล้านบาท
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกายกเว้นรัษฎากร เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้กับเจ้าของเรือประมงที่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาจากโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ในช่วงปี 2568-2569
มาตรการทางภาษีดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งในขับเคลื่อนการจัดระเบียบภาคการประมงไทย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อบริหารจัดการจำนวนเรือให้สอดคล้องกับปริมาณสัตว์น้ำ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทะเลไทย ลดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร และเปิดทางให้ชาวประมงที่ต้องการเลิกกิจการสามารถปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้อย่างยั่งยืน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ครม.ได้อนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบระยะล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2568 โดยกำหนดกรอบงบประมาณสำหรับการจ่ายเงินชดเชยแก่เรือประมงจำนวน 923 ลำ วงเงินรวม 1,622.6053 ล้านบาท แบ่งเป็น
- กลุ่มที่แยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือ 877 ลำ
- กลุ่มที่นำเรือไปใช้ประโยชน์อื่น เช่น ร้านกาแฟ โรงแรม หรือห้องสมุด 1 ลำ
- กลุ่มที่เปลี่ยนประเภทเรือเพื่อใช้ในกิจการอื่น 45 ลำ
กรมประมงจะทยอยจ่ายเงินชดเชยเป็น 2 งวด ภายในปี 2568–2569
นางสาวลลิดา ระบุว่า การปลดล็อกเงื่อนไขทางภาษีในครั้งนี้ จะช่วยให้เจ้าของเรือประมงได้รับเงินชดเชยแบบเต็มจำนวน โดยไม่ต้องนำเงินก้อนดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเมื่อสิ้นปี ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับโครงการระยะก่อนหน้า ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเรือที่จอดทิ้งไว้ บรรเทาภาระหนี้สิน และทำให้ผู้ได้รับผลกระทบมีเงินทุนตั้งต้นเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นอาชีพใหม่
ในมิติของผลกระทบทางการคลัง กระทรวงการคลังประเมินว่ามาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีรวมประมาณ 167 ล้านบาท แบ่งเป็นภาษีบุคคลธรรมดา 160 ล้านบาท และนิติบุคคล 7 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากประเมินในภาพรวมระดับมหภาค ภาครัฐมองว่าเม็ดเงินภาษีที่หายไป ถือเป็นการประคับประคองผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงที่คุ้มค่า ควบคู่ไปกับการลงทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของประเทศให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง
โดยหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของชุมชนประมงอย่างต่อเนื่อง





