ครม. เคาะขยายเวลายื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ถึง 20 ก.ย. 2569 พร้อมยืดสิทธิ์บัตรเดิมให้ใช้ได้ถึงสิ้นเดือน ก.ย. นี้ ด้านกระทรวงการคลังสั่งรื้อเกณฑ์คัดกรองย่อย อุดช่องโหว่ช่วยคนตกหล่นกว่า 9.3 ล้านคน ปลดล็อกเงื่อนไขรถยนต์เก่า หุ้นวิสาหกิจชุมชน และบัญชีนิ่ง เผยล่าสุดพบผู้มีสิทธิ์ตัวจริงเพิ่มอีกกว่า 2 ล้านคน ย้ำผู้ถูกสวมสิทธิ์แจ้งรายได้เท็จ ไม่ต้องกังวลถูกเก็บภาษีย้อนหลัง
KEY POINTS
- ครม. มีมติขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์สำหรับผู้ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2569
- มีการปรับปรุงเกณฑ์ย่อยเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม เช่น ยกเว้นการนับรถยนต์และรถจักรยานยนต์เก่า และผ่อนปรนเกณฑ์การถือหุ้นบางประเภท
- ผู้ที่ผ่านการคัดกรองในรอบใหม่ทั้งหมด จะสามารถเริ่มใช้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้พร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป
- จัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการยื่นขอทบทวนสิทธิ์
วันที่ 27 ก.ค. 2569 ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการแถลงข่าวเรื่องการอัปเดตโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้มีการทบทวนเกณฑ์การให้สิทธิ์และกระบวนการร้องทุกข์อุทธรณ์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากพบว่าบางประเด็นอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้วัตถุประสงค์หลักของโครงการที่ต้องการเข้าช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้และได้รับความเดือดร้อนที่สุดยังไม่บรรลุตามเป้าหมายในทุกกรณี
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบให้ขยายกำหนดการการอุทธรณ์สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ก.ค. ออกไปเป็น 31 ส.ค. และยื่นเอกสารได้ถึง 20 ก.ย.2569
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้เสนอขอขยายระยะเวลาการใช้สิทธิ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้ถือบัตรรายเดิม ให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ก.ย. 2569 ในขณะที่กลุ่มผู้ที่ผ่านการคัดกรองรอบใหม่ทั้งหมด จะประกาศผลและสามารถเริ่มต้นใช้สิทธิ์พร้อมกันได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป
"นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้โครงการนี้มีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้ทำให้รัฐบาลค้นพบกลุ่มคนที่เคยตกหล่นและสมควรได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณให้เพียงพอเพื่อรองรับผู้ที่สมควรจะได้รับสิทธิ์อย่างแท้จริง"
ด้านหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดกรองสิทธิ์นั้น นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เกณฑ์หลักในการคัดกรองจะยังคงยึดตามเดิม แต่จะมีการปรับปรุงเกณฑ์ย่อยในแต่ละประเด็นให้เหมาะสมกับความเป็นจริงในสังคมไทยมากขึ้น
สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในรอบนี้ซึ่งมีจำนวนประมาณ 9.3 ล้านคน จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์และไม่ได้รับสิทธิ์อย่างแน่นอน
2. กลุ่มที่ข้อมูลไม่อัปเดตเป็นปัจจุบันทำให้ต้องเสียสิทธิ์
3. กลุ่มที่เป็นนอมินีหรือถูกนำชื่อไปแอบอ้างสวมสิทธิ์ในการจดทะเบียนบริษัทหรือครอบครองทรัพย์สินต่างๆ
ทั้งนี้ รัฐบาลจะมีการปรับเกณฑ์ย่อยเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่สุจริต เช่น กรณีการถือหุ้นในบริษัท จะมีการเว้นเกณฑ์ให้สำหรับผู้ที่ถือหุ้นในวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจเพื่อชุมชนซึ่งไม่ได้ประกอบธุรกิจอย่างแท้จริง ตลอดจนกรณีผู้ที่มีบัญชีหลักทรัพย์ หากพบว่าเป็นบัญชีบางประเภทที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลย ทางภาครัฐจะคืนความเป็นธรรมและพิจารณาคืนสิทธิ์ให้
ครม. อนุมัติปรับปรุงเกณฑ์ย่อยเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่สุจริตให้ได้รับความเป็นธรรม ดังนี้
- ยานพาหนะเก่า จะไม่มีการนำรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ที่อายุเกิน 15 ปี มาคัดกรองตัดสิทธิ์ เนื่องจากเป็นทรัพย์สินเสื่อมสภาพและราคามูลค่าไม่สูง แต่ข้อยกเว้นนี้จะไม่ครอบคลุมกลุ่มรถคลาสสิก โดยกรมการขนส่งทางบกจะคัดกรองและถอดบัญชีรถเก่าเหล่านี้ออกจากระบบให้อัตโนมัติ ประชาชนจึงไม่ต้องเดินทางมาอุทธรณ์ด้วยตนเอง
- ผ่อนปรนหุ้นและบัญชีหลักทรัพย์ ยกเว้นเกณฑ์ให้ผู้ที่ถือหุ้นในวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจเพื่อชุมชนที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง ตลอดจนบัญชีหลักทรัพย์ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ภาครัฐจะพิจารณาคืนสิทธิ์ให้ แต่แนะนำให้ประชาชนไปปิดบัญชีเพื่อความชัดเจน
- กลุ่มนักศึกษานอกระบบ จะมีการนำข้อมูลกลับมาพิจารณาใหม่เพื่อคืนสิทธิ์ให้เช่นกัน
นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ทางกรมการปกครองได้จัดตั้งศูนย์บริการ One Stop Service (OSS) หรือจุดบริการเบ็ดเสร็จขึ้นในระดับอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้เปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ รวมถึงผู้ที่ต้องเดินทางมาติดต่อราชการ ทั้งในกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) และการยื่นขอทบทวนสิทธิ์
ทั้งนี้ จากข้อมูลผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.3 ล้านคน ปัจจุบันมีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิ์เข้ามาแล้วกว่า 3.8 ล้านคน และยังมีผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นอีกราว 5.4 ล้านคน
โดยศูนย์บริการดังกล่าวจะเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เช่น สรรพากรพื้นที่ สำนักงานที่ดิน และสาขาของธนาคาร เพื่อให้การตรวจสอบสิทธิ์มีความรวดเร็วและสามารถจบกระบวนการได้ในจุดเดียว
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานกำลังเร่งประมวลผลและประสานข้อมูลร่วมกันอย่างเต็มที่ สำหรับกรณีที่ประชาชนหลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับการมีชื่อไปปรากฏเป็นผู้มีรายได้หรือเงินได้ในระบบสรรพากรโดยที่ไม่เคยได้รับเงินจริง ขอให้ประชาชนแจ้งให้การตามความเป็นจริงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง





