เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2569 ในงาน Dinner Talk "Thai MSME FORUM 2026 ภายใต้หัวข้อ "From Policy to Profit : เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ MSME ไทย" ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและรายย่อย (MSME) โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรมในการเป็นกลไกปรับปรุงและสร้าง "คนตัวเล็ก" ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทานโลก
เปิดพิมพ์เขียว 4 ขั้นตอน ปั้น SME สู่ความยั่งยืน
ดร.ณัฐพล ระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้แบ่งการดูแล MSME ตามวงจรการเติบโตออกเป็น 4 ระยะสำคัญ ได้แก่
1. การสร้าง (Create) เริ่มต้นจากการสร้างอาชีพให้แก่ผู้ที่ยังไม่มีธุรกิจ หรือคนตัวเล็กที่สุดในชุมชนให้มีทักษะและก้าวสู่การประกอบอาชีพ
2. การใช้ (Standard-Productivity-Information-Innovation) ต่อยอดธุรกิจด้วยการสร้างมาตรฐาน เพิ่มผลิตภาพ ใช้ข้อมูล และนวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจ
3. การขยายผล (Scale up) การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ การเชื่อมโยงธุรกิจจากระดับชุมชนสู่ระดับสากล
4. ความยั่งยืน (Sustain) มุ่งเน้นการปรับตัวให้สอดรับกับกติกาการค้ายุคใหม่ โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน เพื่อป้องกันการกีดกันทางการค้าจากประเทศพัฒนาแล้ว
ชูมาตรฐาน "S" และ "MiT" อาวุธใหม่ MSME
ในด้านการยกระดับคุณภาพ ดร.ณัฐพล ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรฐาน S ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับขีดความสามารถของ SME โดยเฉพาะ เนื่องจากมาตรฐานสากลอย่าง ISO อาจจะยากเกินไปในระยะเริ่มต้น ขณะที่มาตรฐาน มช. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน) ก็อาจจะเล็กเกินไปสำหรับการแข่งขันในบางระดับ มาตรฐาน S จึงเป็นจุดสมดุลที่ช่วยสร้างความเชื่อถือเฉพาะตัว
นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันนโยบาย Made in Thailand (MiT) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ โดยขยายผลสู่เกณฑ์ Global Manufacturer (GM) ที่เน้นเรื่องธรรมาภิบาล การดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ "ราง-ป้องกันประเทศ-การแพทย์"
ดร.ณัฐพล เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้กำลังซื้อของภาครัฐสนับสนุนสินค้าไทย โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก แบ่งเป็น
1. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สนับสนุนการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการส่งออก
2. ระบบราง จากนโยบายเดิมที่เริ่มในสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ปัจจุบันไทยเริ่มออกแบบรถไฟเองได้แล้ว และมุ่งเป้าสู่การผลิตรถไฟและตู้รถไฟฝีมือคนไทยในอนาคต
3. อุตสาหกรรมทางการแพทย์ มุ่งเน้นการสนับสนุนให้โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างตลาดในประเทศให้เข้มแข็ง
จาก "อาชีพดีพร้อม" สู่การกระจายรายได้ชุมชน
สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการอาชีพดีพร้อม สามารถพัฒนาคนได้กว่า 700,000 คนในปีที่ผ่านมา โดยเน้นการสร้างรายได้ในระดับฐานราก เช่น เชฟชุมชน และการพัฒนาอาชีพให้แก่กลุ่มผู้สูงวัยเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสังคมผู้สูงอายุ ตัวอย่างความสำเร็จเห็นได้จากวิสาหกิจชุมชนที่สามารถสร้างรายได้จากหลักแสนสู่หลักล้านบาทต่อปี ผ่านการใช้เทคโนโลยีและช่องทางอีคอมเมิร์ซ
สุดท้าย ดร.ณัฐพล ยืนยันถึงความพร้อมในการบูรณาการงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สสว. และหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) โดยจะมุ่งเน้นการเก็บข้อมูล (Feedback) ของผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์จริง ทั้งการลดต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และการบริหารสต็อกสินค้า
"กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนและเปิดกว้างในการรับข้อเสนอจากภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานและกลไกที่จะทำให้ MSME ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและเปลี่ยนนโยบายเป็นกำไรได้อย่างแท้จริง" ดร. ณัฐพล กล่าว


