วันนี้ (25 ก.ค. 2569) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานกล่าวปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางเศรษฐกิจและการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ MSME ไทยผ่านระบบดิจิทัลภาครัฐ งาน Thai MSME FORUM 2026 Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ "From Policy to Profit: เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ MSME ไทย"
ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ "ยุค AI Agentic
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจโลกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากการรู้จัก ChatGPT สู่ยุคของ AI ที่เข้ามาอย่างรุนแรง โดยถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ที่เปิดโอกาสให้คนเรียนรู้ดิจิทัลสามารถลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะเทคโนโลยี Agentic AI ที่เปรียบเสมือนการมีที่ปรึกษาหรือผู้จัดการส่วนตัว ทั้งด้านบัญชี กฎหมาย และการตลาด โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม
"สมัยก่อนจะร่างสัญญาต้องจ้างนักกฎหมาย มีค่าใช้จ่ายสูง แต่วันนี้ AI สามารถวิเคราะห์เบื้องต้นให้ได้เกือบจะไร้ต้นทุนดังนั้น AI จะเป็นตัวยกระดับศักยภาพ MSME ทั้งด้านการตลาดและการจัดการ แต่ต้องระวังความเสี่ยงเรื่องการหลอกลวง (Scam) และข้อมูลเท็จ ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีความรู้เท่าทัน" ดร.เอกนิติ กล่าว
3 เทรนด์ใหญ่เปลี่ยนโลก "AI-ความขัดแย้ง-ความยั่งยืน"
นายเอกนิติ ชี้ให้เห็นถึง 3 ปัจจัยหลักที่กำลังเปลี่ยนโฉมโลกธรรมชาติและธุรกิจในปัจจุบัน ประกอบด้วย
1. Technology (AI) สร้างโอกาสแบบ K-Shape ผู้ที่ใช้ AI เป็นจะรุ่งเรือง ส่วนผู้ที่ไม่ปรับตัวจะล้าหลัง
2. Geopolitics ความขัดแย้งของมหาอำนาจและการเก็บภาษีการค้า เช่น สหรัฐฯ ที่เริ่มเก็บภาษีหลายประเทศรวมถึงไทย ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ในวิกฤตมีโอกาส เนื่องจากไทยถูกมองว่าเป็น Safe Haven หรือประเทศที่มีความมั่นคง (Security First) ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่ต้องการย้ายฐานการผลิต
3. Green & Sustainability เรื่องสิ่งแวดล้อมจะไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นกติกาการค้าใหม่ เช่น ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของยุโรป ที่ MSME ต้องเตรียมรายงานการปล่อยคาร์บอนเพื่อเลี่ยงภาษี
ดันนวัตกรรม "นกกระซิบ" ช่วยรายย่อย-โชห่วย
ในส่วนของนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ดร.เอกนิติ ได้เปิดเผยถึงโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่มุ่งเน้นช่วยคนตัวเล็กในตลาด โดยมีการนำ AI ชื่อ "นกกระซิบ" มาใช้งานจริงเพื่อเป็นผู้ช่วยแม่ค้า
สำหรับนกกระซิบจะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลการขายผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อบอกว่าสินค้าใดขายดี ช่วงเวลาไหนควรขายอะไร และช่วยบริหารจัดการสต็อกสินค้าไม่ให้เน่าเสีย นอกจากนี้ยังสามารถบอกต้นทุนเฉลี่ยของวัตถุดิบในตลาด เช่น ราคาหมู เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยซื้อของได้ในราคาที่ยุติธรรม และที่สำคัญที่สุดคือการทำบัญชีอย่างย่อให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ MSME ใช้เป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อในระบบจากธนาคารรัฐได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านหนี้นอกระบบ
มาตรการภาษีและสินเชื่อ "คนดีได้แต้มต่อ"
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังได้ออกมาตรการสนับสนุน MSME ผ่านระบบดิจิทัล ดังนี้
1. คืนภาษีเร็ว ผู้ประกอบการที่ใช้ระบบ E-Tax Invoice จะได้รับคืนภาษีนิติบุคคลที่รวดเร็วขึ้น
2. Big Brother (พี่ช่วยน้อง) ส่งเสริมให้บริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ช่วยลงทุนหรือสนับสนุน MSME โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 2 เท่า
3. Supply Chain Financing ใช้ระบบดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลการค้าระหว่างรายใหญ่และรายย่อย เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเพราะมีประวัติการค้าที่โปร่งใส
3. Alternative Credit Scoring ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย นำข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟ และการใช้โทรศัพท์มาประเมินเครดิตสโกริ่ง ช่วยให้ผู้ที่ติดเครดิตบูโรแต่มีประวัติการชำระส่วนอื่นดีเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น
ยุทธศาสตร์ 5T สู่ความยั่งยืน
ดร.เอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายด้วยการสรุปนโยบายผ่านกลยุทธ์ "5T" เพื่อให้ MSME ไทยเติบโตอย่างมั่นคง ประกอบด้วย
1. Target ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าตนเองเก่งเรื่องอะไร
2. Transition ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและดิจิทัลเพื่อลดต้นทุน
3. Transform ปฏิรูปทักษะ (Skill) โดยเฉพาะด้านดิจิทัล
4. Transparency ความโปร่งใสในระบบบัญชีและภาษีจะช่วยให้เข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น
5. Together ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
"เป้าหมายของผมคือการทำให้คนดีได้แต้มต่อ ใครที่ยื่นภาษีผ่านระบบดิจิทัลที่โปร่งใส แบงค์รัฐต้องให้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่าปกติอย่างมาก นี่คือความตั้งใจที่จะเปลี่ยนนโยบายให้เป็นกำไรแก่ MSME ไทยอย่างแท้จริง" ดร.เอกนิติ กล่าว


