นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้ปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) ประจำปี 2569 ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าราคาเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อยู่ในกรอบ 77-87 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการหั่นเป้าลงจากการประเมินเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ที่เคยคาดการณ์ไว้สูงถึง 91 ดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ดี ราคาระดับนี้ยังถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2568 ที่อยู่ระดับ 69.4 ดอลลาร์
หากย้อนดูสถานการณ์ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน ก.ค. 2569 จะพบว่า ราคาน้ำมันดิบ มีความผันผวนสูงมาก โดยมีราคาเฉลี่ยราว 90 ดอลลาร์ และบางช่วงพุ่งทะยานไปแตะ 97 ดอลลาร์ ปัจจัยกระตุ้นหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาในทะเลแดง และปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ซึ่งล้วนสร้างความกังวลต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมันทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านอุปสงค์ หรือความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลง ได้เข้ามาช่วยเบรกความร้อนแรงของราคา สศค. ประเมินว่า ความต้องการบริโภคเชื้อเพลิงทั่วโลกในปี 2569 จะหดตัว 1.1% นำโดยประเทศจีนที่ลดการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีแรก และหันไปดึงน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้แทน
ขณะเดียวกันในฝั่งอุปทานหรือกำลังการผลิต สศค. คาดว่าผลผลิตเชื้อเพลิงโลกจะลดลง 3.9% ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขของสํานักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ที่ประเมินว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC+) จะลดกำลังการผลิตลง 4.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน และประเทศนอกกลุ่มจะลดกำลังการผลิตลง 0.73 ล้านบาร์เรลต่อวัน
สำหรับ ทิศทางในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 สศค. มองว่าในไตรมาส 3 ราคาน้ำมันอาจยังผันผวนและมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่ภาพรวมจะเริ่มคลี่คลายและราคาจะอ่อนตัวลงตั้งแต่ไตรมาส 4 ลากยาวไปตลอดทั้งปี 2570 โดย EIA คาดการณ์ว่า สต๊อกน้ำมันโลกจะกลับมาเป็นบวกได้ถึง 2.73 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสุดท้าย หลังจากที่คลังสำรองถูกดึงออกไปใช้อย่างหนักในช่วงกลางปี
นายวโรทัย ย้ำว่า การประเมินราคาน้ำมันดิบที่ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นตัวเลขที่มองบนพื้นฐานความระมัดระวัง (Conservative) โดยได้บวกรวมความเสี่ยงต่างๆ ไว้ในสมมติฐานแล้ว ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งปัญหาในตะวันออกกลาง นโยบายของกลุ่ม OPEC+ รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน เนื่องจากทิศทางของราคาน้ำมันจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังทิศทางเงินเฟ้อ ต้นทุนห่วงโซ่อุปทานโลก และความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะต่อไป


