‘สงคราม’ กำลังเขย่าความมั่นคงพลังงานโลกเมื่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญ 3 เส้นทางติดขัดพร้อมกัน ขณะที่คลังน้ำมันสำรองทั่วโลกลดลง เป็นการส่งสัญญาณวิกฤติครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่น้ำมันตลาดโลกแพงขึ้น แต่เป็นต้นทุนค่าครองชีพทยอยเพิ่มขึ้น
พลังงานโลกกำลังถูกปิดกั้นใน 3 ทิศทาง เมื่อช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดงผ่านช่องแคบบาบ เอล มันเดบ และทะเลดำ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกเผชิญความขัดแย้งพร้อมกันครั้งแรกในรอบหลายปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำมัน 1 ใน 4 ของโลก อยู่ในความเสี่ยง ขณะที่หลายประเทศมีน้ำมันสำรองอยู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศปิดล้อมซาอุดีอาระเบียทางทะเลเมื่อวันที่ 20 ก.ค.2569 บีบให้เรือบรรทุกน้ำมันหันกลับจากช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงหลักของซาอุดีอาระเบีย หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ซึ่งทำให้การส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงที่คิดเป็น 12% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลกได้รับผลกระทบทันที
หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครน ลุกลามสู่ภาคพลังงานมากขึ้นเมื่อยูเครนส่งฝูงโดรนโจมตีท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้การส่งออกผ่านท่าเรือโนโวรอสซีสค์ที่รองรับน้ำมันเกือบ 1 ใน 3 ของรัสเซีย ต้องหยุดชะงักเป็นระยะ รวมถึงกระทบการลำเลียงน้ำมันจากคาซัคสถานด้วย
ด้านตะวันออกกลาง แม้บางส่วนจะยังส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่อส่งไปทะเลแดงหรืออ่าวโอมานได้ แต่ในการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป กลับแทบไม่มีทางเลือกนอกจากผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกฟื้นตัวได้ช้ากว่าน้ำมันดิบอย่างมาก
ผลคือ ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนว่าปัญหาของโลกในเวลานี้ไม่ใช่เพียงขาดน้ำมันดิบแต่มีกำลังกลั่นไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนน้ำมันดิบให้เป็นเชื้อเพลิง
“ทะเลแดง” กระทบส่งออกซาอุฯ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลงเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันซาอุดีอาระเบีย 2 ลำโดยกลุ่มฮูตี และการที่สหรัฐโจมตีอิหร่านรอบใหม่ที่กระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว
ทั้งนี้ จุดที่น่ากังวลสุดเป็นการโจมตีในบริเวณช่องแคบบาบ เอล มันเดบ (Bab el-Mandeb) ในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียผ่านท่าเรือยันบู โดยปกติจะมีปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบถึง 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การที่ซาอุฯ เลี่ยงเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซมาใช้เส้นทางทะเลแดง แต่ถูกโจมตียิ่งทำให้สถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันรุนแรงขึ้น
“หากกลุ่มฮูตียังคงโจมตีหนักขึ้น โดยเฉพาะถ้าลามถึงโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งผลิต หรือท่อน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย จะเป็นปัญหาใหญ่ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานต่างคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” ศ.ดร.พรายพล กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่สงครามจะขยายวงกว้าง (Escalation) จากการตอบโต้ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ซึ่งอาจลุกลามไปถึงการโจมตีโรงไฟฟ้า และแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น คูเวต โอมาน กาตาร์ และจอร์แดน ซึ่งจะส่งผลกระทบไม่ใช่แค่การขนส่ง แต่จะกระทบไปถึงความมั่นคงทางพลังงาน และการผลิตในระดับภูมิภาค รวมถึงชีวิตผู้คนในวงกว้าง
ห่วง “กองทุนน้ำมัน” ติดลบแสนล้านอีกครั้ง
ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า ราคาน้ำมันตลาดโลกที่แพงขึ้นกระทบไทย โดยมีผลต่อฐานะการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสถานะ 19 ก.ค.2569 ติดลบ 61,500 ล้านบาท หากรัฐบาลยังใช้วิธีอุ้มราคาทั้งหมดแบบเดิมจะมีความเสี่ยงสูงที่ภาระหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะกลับไปแตะระดับ 1 แสนล้านบาท อีกครั้ง
“หนีไม่พ้นน้ำมันแพง และใช้กลไกกองทุนน้ำมัน มาแบกรับ แต่จะทำอย่างไรให้ผ่อนหนักเป็นเบา เครื่องมือเดิมๆ ในระยะสั้นอาจต้องนำมาใช้ และต้องระวังการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ให้มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ศ.ดร.พรายพล กล่าว
แนะรัฐบาล "เลิกอุดหนุนเหมาเข่ง"
ศ.ดร.พรายพล ได้เสนอแนะแนวทางรับมือต่อรัฐบาล และประชาชน 3 ประเด็นหลัก แบ่งเป็น
1.มาตรการประหยัดพลังงาน สำหรับประชาชนต้องตระหนักถึงการใช้น้ำมันรวมถึงไฟฟ้าประหยัด เพราะไทยต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
2.การปรับมาตรการอุดหนุน เสนอให้ภาครัฐพิจารณาการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด หรือช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแทนการอุดหนุนราคาทั้งหมด เพื่อลดภาระงบประมาณ
3.ความมั่นคงระยะยาว เร่งการสำรวจ และผลิตพลังงานในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลอันดามันที่ควรเร่งประมูลสัมปทาน แม้จะต้องใช้เวลาในการพัฒนา
ทั้งนี้ อาจต้องชื่นชมบริษัทน้ำมันของไทยที่กระจายแหล่งการซื้อน้ำมันดิบได้ดี ซึ่งทำให้ไทยยังไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน แม้ราคาจะสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก
ดีเซลตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นรุนแรง
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรง และยืดเยื้อหลังการเจรจาล้มเหลว ประกอบกับการโจมตีระลอกใหม่ที่ขยายวงกว้างไปประเทศรอบอ่าวอาหรับ รวมถึงการยืนยันของอิหร่านในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ สถานการณ์ทวีความตึงเครียดหนักขึ้นบริเวณทะเลแดง (Red Sea) จากกรณีกลุ่มฮูตีในเยเมนยกระดับมาตรการปิดล้อมทางทะเล และโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าที่เข้าจอดหรือใช้บริการท่าเรือในฝั่งทะเลแดง ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากต้องเบี่ยงเส้นทาง และต้นทุนค่าขนส่งทางเรือสูงขึ้น
สำหรับสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นถึง 1.4% ไปซื้อขายเหนือระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากปิดตลาดที่ระดับสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ในเซสชันก่อนหน้า ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส West Texas Intermediate (WTI) อยู่ใกล้ระดับ 88 ดอลลาร์
ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาดีเซลตลาดสิงคโปร์ดีดตัวขึ้นแรงเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 พุ่งถึง 163.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบนซิน พุ่งสูงขึ้น 124.92 ดอลบาร์ต่อบาร์เรล
กองทุนน้ำมันควักวันละ 650 ล้านบาท
อีกทั้งกระทบสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละ 651.31 ล้านบาท ทำให้วันที่ 23 ก.ค.2569 ปรับการอุดหนุน ดังนี้
ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 0.78 บาทต่อลิตร เป็น 8.57 บาทต่อลิตร เพื่อให้ราคาขายปลีกเป็น 36.69 บาทต่อลิตร
ดีเซลหมุนเร็ว บี20 เพิ่มการชดเชย 0.56 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 12.95 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกเป็น 31.69 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม จัดเก็บ 1.50 บาทต่อลิตร
เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ ลดจัดเก็บ 0.41 บาทต่อลิตร เป็นจัดเก็บ 4.19 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกเป็น 45.68 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มการชดเชย 0.30 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 2.89 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกเป็น 36.69 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มการชดเชย 0.30 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 2.89 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกเป็น 36.32 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มการชดเชย 0.17 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 6.47 บาทต่อลิตร เพื่อให้ราคาขายปลีกเป็น 31.69 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E85 ลดการชดเชย 0.53 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 4.37 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกเป็น 27.63 บาทต่อลิตร
“ช่วงความมั่นคงพลังงานประเทศมีความผันผวนจึงขอความร่วมมือประชาชนเข้าใจสถานการณ์ และร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าใช้เท่าที่จำเป็น และประหยัดที่สุด”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


