วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

น้ำมันโลกถูกบีบ ‘3 ด้าน’ พร้อมกัน โลกเหลือ ‘น้ำมันก้นถัง’ รับสงคราม

‘สงคราม’ กำลังเขย่าความมั่นคงด้านพลังงานโลก เมื่อ 3 เส้นเลือดลำเลียงน้ำมันสำคัญ ‘ติดขัดพร้อมกัน’ ขณะที่คลังน้ำมันสำรองทั่วโลกก็กำลังร่อยหรอ ส่งสัญญาณว่า วิกฤติครั้งนี้อาจไม่ได้หมายถึงแค่น้ำมันในตลาดโลกที่แพงขึ้น แต่คือต้นทุนค่าครองชีพที่ทยอยเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่

โลกกำลังถูก “บีบคอ” ด้านพลังงานจาก “สามทิศทาง” พร้อมกัน เมื่อช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดงผ่านช่องแคบบับ เอล-มันเดบ และทะเลดำ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ต่างเผชิญความขัดแย้ง “พร้อมกันเป็นครั้งแรก” ในรอบหลายปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันราว 1 ใน 4 ของโลก ตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่ประเทศต่าง ๆ มีน้ำมันสำรองอยู่ในระดับ “ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น หลังกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน บีบให้เรือบรรทุกน้ำมันต้องหันกลับจาก “ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ” ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงหลักของซาอุดีอาระเบีย หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การปิดล้อมโดยกลุ่มฮูตีเช่นนี้ ทำให้การส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงที่เคยคิดเป็นราว 12% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ได้รับผลกระทบทันที

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” ก็ลุกลามสู่ภาคพลังงานมากขึ้น เมื่อยูเครนเดินหน้าส่งฝูงโดรนโจมตีท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของรัสเซียใน “ทะเลดำ” อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การส่งออกผ่านท่าเรือโนโวรอสซีสค์ ซึ่งรองรับน้ำมันเกือบหนึ่งในสามของรัสเซีย ต้องหยุดชะงักเป็นระยะ รวมถึงกระทบการลำเลียงน้ำมันจากคาซัคสถานด้วย

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “น้ำมันดิบ” แต่กำลังลุกลามสู่ตลาด “น้ำมันสำเร็จรูป” เช่น ดีเซล น้ำมันเบนซิน และเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งเริ่มตึงตัวมากกว่าเดิม

การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ทำให้กำลังการกลั่นหายไปมากกว่าหนึ่งในสาม ส่งผลให้การผลิตน้ำมันดีเซลลดลงอย่างมาก จนรัสเซียต้อง “ระงับการส่งออกดีเซลชั่วคราว” ในเดือนกรกฎาคม ทั้งที่ก่อนสงคราม รัสเซียเป็นผู้ส่งออกดีเซลรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก คิดเป็นราว 11% ของการค้าดีเซลโลก

ข้อมูลที่รวบรวมโดย EA Analytics ระบุว่า ปัจจุบันอัตราการกลั่นน้ำมันดิบของรัสเซียลดลงสู่ ระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี โดยในเดือนนี้เฉลี่ยอยู่ต่ำกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ด้านตะวันออกกลาง แม้บางส่วนจะยังสามารถส่งออก “น้ำมันดิบ” ผ่านท่อส่งไปยังทะเลแดงหรืออ่าวโอมานได้ แต่ในการส่งออก “ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป” กลับแทบไม่มีทางเลือกนอกจากผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกฟื้นตัวได้ช้ากว่าน้ำมันดิบอย่างมาก

ผลคือ ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนว่าปัญหาของโลกในเวลานี้ไม่ใช่เพียง “ขาดน้ำมันดิบ” แต่คือ “มีกำลังกลั่นไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนน้ำมันดิบให้เป็นเชื้อเพลิง”

โลกกำลังใช้ ‘น้ำมันก้นถัง’ รับมือสงคราม

อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมสถานการณ์คือ ระดับน้ำมันสำรองทั่วโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งสหรัฐ และประเทศสมาชิก OECD ต่างใช้คลังสำรองจำนวนมากในช่วงก่อนหน้า ทำให้ปัจจุบันมี “กันชน” รองรับวิกฤติเหลือน้อยกว่าที่เคย และกำลังร่อยหรอลงเรื่อย ๆ หากสงครามยังไม่ยุติ

ในสหรัฐ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ซึ่งรวมทั้งคลังน้ำมันเชิงพาณิชย์และคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ลดลงอีก 3 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 กรกฎาคม แตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางสมัยการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน

ส่วนปริมาณน้ำมันสำรองภายใต้การควบคุมของรัฐบาลในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ลดลงอีก 44 ล้านบาร์เรลในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม ซึ่งก่อนหน้านั้นก็อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 1990 อยู่แล้ว

โดยรวมแล้ว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ วิกฤติครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาในภูมิภาคเดียว แต่ “เกิดขึ้นพร้อมกัน” ทั้งตะวันออกกลางและทะเลดำ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกถูกบีบจากหลายทิศทางในเวลาเดียวกัน และหากความขัดแย้งยังลุกลามต่อ ผู้ที่รับภาระนี้อาจไม่ใช่แค่ประเทศคู่ขัดแย้ง แต่คือผู้บริโภคทั่วโลก

อ้างอิง: wsj, กรุงเทพธุรกิจ, กรุงเทพธุรกิจ(2)