"SCGD" ผ่ามรสุมเศรษฐกิจครึ่งปี69 ผลดำเนินงานโต 3% รับอานิสงส์ "เวียดนาม" โต 98% รื้อโครงสร้างโรงงานไทยลดต้นทุนถาวร 20% พร้อมผนึก "ทุนจีน" ตั้งฐานผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะปูพรมส่งออกโลก
KEY POINTS
- SCGD เดินหน้าแผนรวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย (Plant Consolidation) โดยจะลดจำนวนโรงงานกระเบื้องจาก 4 แห่ง เหลือ 2 แห่งภายในปี 2570 เพื่อลดต้นทุนการผลิตลง 16-20% หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยปีละ 380 ล้านบาท
- บริษัทได้ร่วมทุนกับผู้ผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะรายใหญ่จากประเทศจีน เพื่อตั้งโรงงานประกอบสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) ในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ COTTO
- โรงงานสุขภัณฑ์อัจฉริยะที่ตั้งขึ้นใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นฐานการผลิตสำหรับส่งออกไปยังตลาดอาเซียนและทั่วโลก โดยคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตได้ในเดือนเมษายน 2570
- กลยุทธ์ดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น กำลังซื้อที่ชะลอตัวในประเทศไทย และความผันผวนของราคาพลังงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวในประเทศไทย ความผันผวนของราคาพลังงาน และสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ บริษัทได้เร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
โดยผลการดำเนินงานปกติในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 มีกำไรจากการดำเนินงาน 268 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 16% จากไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ภาพรวมครึ่งปีแรกปี 2569 มีกำไรจากการดำเนินงาน 500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3%
ควบรวมโรงงาน ดันประสิทธิภาพ New High
นายนำพล กล่าวชี้แจงว่า ในไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้รวม 5,370 ล้านบาท ลดลง 7% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีรายการพิเศษทางบัญชี (Non-cash item) ประมาณ 690 ล้านบาท จากแผนการรวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย (Plant Consolidation) ซึ่งหากพิจารณาจากผลการดำเนินงานปกติ (Normalized EBITDA) จะอยู่ที่ 805 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) แตะระดับ 29.8% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่ 4.9% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดใหม่ (New High) สะท้อนถึงความสำเร็จในการปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องต้นทุนพลังงาน และการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 38%
เวียดนามเสาหลักส่งออก รุกตลาดฟิลิปปินส์
ยุทธศาสตร์ในต่างประเทศถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะตลาดเวียดนามที่ยอดการส่งออกเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 98% เนื่องจากมีต้นทุนที่แข่งขันได้และดีไซน์เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จนสามารถเจาะตลาดศักยภาพสูงอย่างยุโรป อเมริกา และเม็กซิโกได้สำเร็จ
ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตกระเบื้องในเวียดนาม ทั้งโรงงานภาคกลางที่คืบหน้าแล้ว 70% (คาดเสร็จ Q4 ปีนี้) และเฟส 3 ในภาคใต้ (คาดเสร็จ Q2 ปีหน้า)
สำหรับตลาดฟิลิปปินส์ บริษัทใช้กลยุทธ์ Optimization โดยส่งออกสินค้าจากเวียดนามไปจำหน่ายในพื้นที่เกาะทางภาคกลางและภาคใต้ของฟิลิปปินส์แทนโรงงานในเกาะลูซอน ช่วยลดต้นทุนขนส่งและดันยอดขายผ่านช่องทางนี้โตถึง 162%
ยุบโรงงานลดต้นทุน 20% ผนึกจีนรุก Smart Toilet
แผนงานในประเทศไทย นายนำพล กล่าวเน้นย้ำถึง 2 โครงการสำคัญเพื่อสร้างกำไรก้าวกระโดด อาทิ 1. การรวมศูนย์การผลิต (Plant Consolidation) ลงทุน 957 ล้านบาท ปรับลดโรงงานกระเบื้องจาก 4 แห่งเหลือ 2 แห่ง ภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) สู่ระดับ 90% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 16-20% หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยปีละ 380 ล้านบาท
2. ร่วมทุนเทคโนโลยีจีน (JV) โดยบอร์ดอนุมัติจับมือกับผู้ผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะรายใหญ่จากจีน (แบรนด์สวิตเซอร์แลนด์ที่มีฐานผลิตในจีน) ตั้งโรงงานประกอบสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) ในไทยภายใต้แบรนด์ COTTO คาดเริ่มเดินเครื่องเมษายน 2570 มุ่งเป็นฐานส่งออกไปอาเซียนและทั่วโลก
ครึ่งปีหลัง "เวียดนาม-ฟิลิปปินส์" แรงส่งสำคัญ
สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี นายนำพล มองว่า แม้ตลาดไทยและอินโดนีเซียจะยังชะลอตัวจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ตลาดเวียดนามและฟิลิปปินส์ยังมีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่อง โดยบริษัทจะเร่งรุกตลาดสินค้ากลุ่ม Beyond Tiles & Sanitary Ware เช่น SPC ที่เติบโตถึง 23% และเฟอร์นิเจอร์ห้องน้ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD
กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 9,218 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของสินทรัพย์รวม
และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.4 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.2 เท่า สะท้อนความยืดหยุ่นทางการเงิน พร้อมรองรับแผนการลงทุนในอนาคต พร้อมคงงบลงทุนรวมปีนี้ไว้ที่ 2,400 - 2,500 ล้านบาท เน้นโครงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ SCGD ยังบริหารพอร์ตสินค้าใหม่ และสินค้าเกี่ยวเนื่องหลากหลาย เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคโดยผลักดันยอดขายสินค้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในไทยและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ SCGD เร่งขยายธุรกิจในอาเซียน โดยเพิ่มเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายสินค้าสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขายสุขภัณฑ์ในอาเซียนเติบโตขึ้นเทียบปีก่อน





