วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

EXIM BANK อัดสินเชื่อสีเขียวอุ้ม SME ฝ่าด่านกติกาการค้าโลกใหม่

EXIM BANK กางแผนรุกอัดฉีดสินเชื่อสีเขียวดอกเบี้ยต่ำ 2.75% อุ้มเอสเอ็มอีไทยฝ่ากำแพงการค้าโลกยุคใหม่ หลังมหาอำนาจ สหรัฐ-อียู-จีน งัดมาตรการ ESG คุมเข้มสินค้านำเข้า ชี้หากภาคธุรกิจปรับตัวทัน จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส คว้าแต้มต่อในตลาดโลกได้ทันที

KEY POINTS

  • EXIM BANK ออกสินเชื่อสีเขียวเพื่อช่วยผู้ประกอบการ SME ปรับตัวรับมือกฎระเบียบการค้าโลกใหม่ที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม (ESG) จากคู่ค้าสำคัญ
  • เสนอ "สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว" วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท ผ่อนนาน 10 ปี พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 2.75% ต่อปี
  • สินเชื่อครอบคลุมการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในธุรกิจ
  • มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ส่วนลดดอกเบี้ยสำหรับผู้ที่จัดทำรายงานการปล่อยคาร์บอนสำเร็จ และให้คำปรึกษาด้าน ESG เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

โลกการค้ากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ความยั่งยืน หรือ ESG (Environmental, Social, and Governance) ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ "ทางรอด" ของธุรกิจไทย ล่าสุด ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้ประกาศทิศทางเชิงรุกในการสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้พร้อมรับมือกติกาโลกที่เข้มงวดขึ้น

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยในงานเสวนา “เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ : ความยั่งยืนกับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย” ว่า ปัจจุบันประเทศคู่ค้าหลักของไทย ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งครองสัดส่วนส่งออกรวมกันกว่า 40% กำลังยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนักเพื่อกดดันห่วงโซ่อุปทานโลก

จับตากำแพงภาษีสีเขียว

ความท้าทายที่ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งตั้งรับ คือกฎระเบียบใหม่ๆ ที่กำลังทยอยบังคับใช้ โดยเฉพาะตลาด EU ที่ออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อคุมเข้มสินค้านำเข้าแล้วกว่า 3,400 ฉบับ ตัวอย่างที่น่าจับตาและกระทบธุรกิจไทยโดยตรง ได้แก่

  • กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ดีเดย์เริ่มบังคับใช้ 12 ส.ค. 2569 กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องมีเอกสารรับรองทางเทคนิค และคุมเข้มการใช้สารเคมีอันตรายตลอดจนโลหะหนักในบรรจุภัณฑ์
  • มาตรการอื่นๆ ของ EU การเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่เตรียมขยายกลุ่มสินค้า รวมถึงกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (CSRD)
  • ตลาดสหรัฐฯ และ จีน ที่เริ่มมีกำแพง โดยสหรัฐฯ เตรียมคลอดกฎหมายจัดเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง (PROVE IT Act และ Foreign Pollution Fee Act) ขณะที่จีนเริ่มใช้มาตรฐานเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนระดับชาติ (CSDS)

หนุน "เงินทุน-ข้อมูล" พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

นายชลัช ย้ำว่า กฎระเบียบเหล่านี้บีบให้ธุรกิจต้องปรับตัวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการออกแบบสินค้า การจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) EXIM BANK มองเห็นถึงข้อจำกัดนี้ จึงเตรียมเปิดบริการให้คำปรึกษาด้านการทำรายงาน ESG เพื่อช่วยให้ SMEs มีข้อมูลที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือไปต่อรองกับคู่ค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวในตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ในมิติของการสนับสนุนแหล่งเงินทุน ธนาคารได้คลอด สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ด้วยต้นทุนที่จับต้องได้ โดยให้วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาทต่อราย ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี พร้อมชู อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 2.75% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก ผ่าน 2 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

1.สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon สำหรับเป็นเงินทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน

2.สินเชื่อ Green X Transformation สำหรับลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี หรือนำยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มาใช้ในธุรกิจ

สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนขอสินเชื่อกลุ่มนี้ ภายในเดือน ก.ค. 2569 จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% ต่อปี เป็นระยะเวลานานสูงสุด 1 ปี

ลดคาร์บอน แลกดอกเบี้ยถูกลง

เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม EXIM BANK ยังมีนโยบายสนับสนุนให้ลูกค้าที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต (T-VER)

นอกจากนี้ ธนาคารยังบูรณาการความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านโครงการ "EXIM Know Your Carbon" โดยหากลูกค้าสามารถทำรายงานการปล่อยคาร์บอนขององค์กร ผ่านระบบ SET Carbon ได้สำเร็จ จะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นส่วนลดดอกเบี้ยสูงสุดอีก 0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาเงินกู้

"EXIM BANK เชื่อมั่นว่า การยกระดับศักยภาพด้าน ESG จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของส่งออกไทย ท่ามกลางกติกาโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน" นายชลัช กล่าว