วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สรรพากร ปลดล็อกภาษีหนุน 'วิสาหกิจเพื่อสังคม' ไร้กำหนด

นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ได้อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของวิสาหกิจเพื่อสังคมให้มีความต่อเนื่องและครอบคลุมมากขึ้น สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงมาตรการภาษีในครั้งนี้ กรมสรรพากรเน้นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปเข้ามาร่วมสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมมากขึ้น

โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

1. ขยายเวลาลดหย่อนภาษี "ไร้กำหนด"

ภาครัฐได้ปลดล็อกเงื่อนไขเวลา จากเดิมที่มาตรการจะสิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2566 ให้กลายเป็นมาตรการระยะยาวแบบไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ได้แก่ นิติบุคคล หักรายจ่ายได้ 1 เท่า สำหรับการให้เงินหรือทรัพย์สินสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม

ส่วนบุคคลธรรมดา หักลดหย่อนได้ 1 เท่า สำหรับการสนับสนุนเงินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม

นอกจากนี้ ยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้อง ให้ขยายเวลายกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการโอนทรัพย์สินแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม

2. เพิ่มแรงจูงใจ บริจาคเข้ากองทุนฯ ลดหย่อน 2 เท่า เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบ รัฐได้เพิ่มสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้ "กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม" โดยสามารถนำมาหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (จากเดิม 1 เท่า) โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 ถึง 31 ธ.ค. 2571

ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีข้างต้นทั้งหมด ผู้สนับสนุนจะต้องทำรายการผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากรเท่านั้น

นอกจากสิทธิประโยชน์ด้านตัวเงินแล้ว กรมสรรพากรยังได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์หลังบ้านให้ยืดหยุ่นขึ้น ได้แก่ ให้ยืดหยุ่นการจดแจ้ง โดยวิสาหกิจเพื่อสังคมที่พลาด หรือจดแจ้งขอรับสิทธิประโยชน์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรล่าช้ากว่ากำหนด จะได้รับสิทธิประโยชน์ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือปีภาษีถัดไปแทน

นายสมศักดิ์ กล่าวเสริมว่า กรมฯ เตรียมแก้ไขประกาศเพื่อผ่อนปรนให้ผู้ลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม ต้องถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนขั้นต่ำเพียง 10 ปี จากเดิมที่บังคับให้ถือตลอดไป เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดความเสี่ยงให้นักลงทุน โดยเงื่อนไขใหม่นี้จะมีผลครอบคลุมย้อนไปถึงผู้ที่ลงทุนก่อนหน้านี้ด้วย