โครงสร้างประชากรศาสตร์และพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Structural Shift) โดยมีจุดเร่งปฏิกิริยาสำคัญคือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การล็อกดาวน์และการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ที่ยาวนานหลายปี ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ แต่ยังกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ความเหงาในสังคม นำไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกระแสนิยม “Pet Humanization” หรือการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเสมือนลูกและเป็นสมาชิกในครอบครัว (Pet Parents)
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้สัตว์เลี้ยงไม่ได้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อเฝ้าบ้านหรือจับหนูอีกต่อไป แต่ได้รับการดูแลในฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” เจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ยินดีที่จะจัดสรรงบประมาณส่วนบุคคลในสัดส่วนที่สูงมากเพื่อแลกกับสุขอนามัย สวัสดิภาพ และโภชนาการที่ดีที่สุดของสัตว์เลี้ยง ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food Industry) แปรสภาพจากเดิมที่เป็นเพียงธุรกิจพลอยได้ (By-product) จากการแปรรูปเนื้อสัตว์และสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตร กลายมาเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีอัตรากำไรขั้นต้น เหนือกว่าอุตสาหกรรมอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์เศรษฐกิจแบบดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ในมิติเชิงเศรษฐกิจมหภาค ประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากฐานรากความเป็น “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ขึ้นมาเป็นผู้เล่นทรงอิทธิพลในเวทีสากล โดยปัจจุบันไทยสามารถขับเคลื่อนมูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา กวาดยอดมูลค่าส่งออกต่างประเทศทะลุ 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยมชั่วคราว แต่ได้กลายมาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (New Growth Engine) ตัวใหม่ที่สำคัญของประเทศไทย
- สมรภูมิในประเทศและเวทีโลก
สถานการณ์ตลาดภายในประเทศ พบว่า มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงรวมในประเทศไทยมีการเติบโตในอัตราเลขสองหลัก อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา และกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ระดับ 100,000 ล้านบาท โดยอาหารแมว เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ครองสัดส่วนยอดขายสูงถึงร้อยละ 63 ของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมด เนื่องจากวิถีชีวิตคนเมืองที่อาศัยในคอนโดมิเนียมหรือพื้นที่จำกัด นิยมเลี้ยงแมวมากกว่าสุนัข
นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดยังเกิดการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “Premiumization” อย่างชัดเจน โดยอาหารสัตว์เกรดธรรมดาเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับอาหารเกรดพรีเมียม (Premium), โฮลิสติก (Holistic) และอาหารกลุ่มฟังก์ชันนอล (Functional Nutrition) ที่มุ่งเน้นการบำรุงสุขภาพเฉพาะทาง เช่น อาหารโซเดียมต่ำ อาหารบำรุงขนและข้อต่อ โดยเจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้ออาหารและขนมให้สัตว์เลี้ยงสูงถึง 10,000 - 30,000 บาทต่อตัวต่อปี
ด้านตลาดต่างประเทศ ภาคการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยแสดงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศทะลุหลักแสนล้านบาท ปัจจัยความสำเร็จมาจากความพร้อมของวัตถุดิบต้นน้ำในประเทศ เช่น ปลาทูน่า เนื้อไก่ และผลผลิตทางการเกษตร ประกอบกับมาตรฐานการผลิตของโรงงานไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ตลาดส่งออกหลักของไทยกระจายตัวอยู่ในภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนประชากรผู้เลี้ยงสัตว์สูงและมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- กลยุทธ์ 3 บิ๊กเพลเยอร์สัญชาติไทย
โอกาสทางการตลาดที่เปิดกว้างและอัตรากำไรที่ดึงดูดใจ ส่งผลให้ค่ายยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารมนุษย์ (Human Food) ของไทย ต่างปรับทัพและเบนเข็มเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่สมรภูมินี้อย่างเต็มตัว โดยแต่ละรายมีโมเดลธุรกิจและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันดังนี้
ไทยยูเนี่ยน (Thai Union - TU) | ส่งเรือธง “i-Tail (ITC)” ยึดน่านน้ำพรีเมียมโลก
ไทยยูเนี่ยน ถือเป็นผู้เล่นที่ขยับตัวได้ทรงพลังที่สุด โดยการแยกบริษัทลูกอย่าง บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จนมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ทะลุแสนล้านบาท จุดแข็งอันเป็นเอกภาพของ TU คือ การเป็นผู้นำตลาดทูน่าระดับโลก ทำให้สามารถเข้าถึงวัตถุดิบปลาทูน่าและอาหารทะเลเกรดพรีเมียมเทียบเท่าอาหารมนุษย์ นำมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเปียก และขนมสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูงมาก
ในเชิงตัวเลข ITC สามารถสร้างรายได้ต่อปีในระดับ 20,000 - 25,000 ล้านบาท โดยผลประกอบการล่าสุดทำสถิตินิวไฮอย่างต่อเนื่อง รายได้มากกว่าร้อยละ 90 มาจากการรับจ้างผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อย่างไรก็ตาม เป้าหมายในอนาคตของ TU คือการเร่งสร้างแบรนด์ของตัวเองควบคู่ไปกับการรักษาฐาน OEM พร้อมทั้งขับเคลื่อนโรงงานและห่วงโซ่อุปทานตามกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 เพื่อรักษาสิทธิ์การเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งในตลาดยุโรปและสหรัฐฯ
ซีพีเอฟ (CPF) | บูรณาการต้นน้ำยันปลายน้ำ ชูเวชศาสตร์อาหารเฉพาะทาง
เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF ผันตัวเข้าสู่ธุรกิจนี้ด้วยความได้เปรียบเชิงโครงสร้างปศุสัตว์ที่ครบวงจรที่สุด มีซัพพลายเชนเนื้อไก่ ข้าวโพด และวัตถุดิบทางการเกษตรที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและมาตรฐานความปลอดภัยชีวอนามัย (Biosecurity) ได้ตั้งแต่ต้นน้ำ CPF มีแบรนด์ขนมสุนัขยอดนิยมอย่าง JerHigh และแบรนด์อาหารแมว Jinny รวมถึงธุรกิจรับจ้างผลิตเพื่อส่งออก
รายได้ในกลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงของ CPF มีอัตราการเติบโตในสัดส่วน Double Digit ทุกปีนับตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา สำหรับหมุดหมายในอนาคต CPF กำลังยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้วยการมุ่งสู่ “อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพและเวชศาสตร์เฉพาะทาง” (Functional & Medical Pet Food) เช่น สูตรสำหรับสัตว์ป่วย สูตรโซเดียมต่ำเพื่อป้องกันโรคไต และสูตรบำรุงเฉพาะจุด โดยอาศัยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร (CPF RD Center) เป็นหัวหอกในการคิดค้นนวัตกรรม เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามราคาในตลาดล่าง
เบทาโกร (Betagro - BTG) | ผู้ท้าชิงรายล่าสุด ทุ่มสุดตัวปักธง New Growth Engine
เบทาโกร เป็นยักษ์ใหญ่รายล่าสุดที่ประกาศปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจครั้งใหญ่ โดยยกให้ “ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง” เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่จะสร้างการเติบโตใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเนื้อสัตว์เศรษฐกิจ (หมู, ไก่) ดำเนินงานผ่านบริษัท เพ็ท โฟกัส จำกัด ซึ่งมีฐานการผลิตใหญ่ที่จังหวัดลพบุรี ด้วยกำลังการผลิตปัจจุบันที่สูงถึง 9,000 ตันต่อเดือน
แม้ว่าปัจจุบันรายได้ของเบทาโกรในเซกเมนต์นี้จะยังอยู่ภายใต้กลุ่มรวมโภชนาการสัตว์ แต่ BTG ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายทำรายได้เฉพาะจากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงให้แตะระดับ 5,600 ล้านบาท ภายในปี 2571 ผ่านการปรับปรุงสัดส่วนสินค้าไปสู่เกรดพรีเมียม ขยายกำลังการผลิตของโรงงาน และรุกตลาดส่งออกเชิงลึกในภูมิภาคเอเชียด้วยการชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารระดับสูง
ทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงในระยะข้างหน้า กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติเศรษฐกิจที่สำคัญ
- จากความอิ่มท้อง สู่ “โภชนาการเพื่ออายุที่ยืนยาว”
แนวโน้มการบริโภคจะขยับจากมิติความคุ้มค่าด้านราคา ไปสู่ความคุ้มค่าด้านผลลัพธ์เชิงสุขภาพ (Value for Health) สัตว์เลี้ยงในยุคปัจจุบันมีอายุขัยเฉลี่ยที่ยาวนานขึ้นเนื่องจากการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น ส่งผลให้ความต้องการอาหารสูตรชะลอวัย อาหารประกอบการรักษาโรค, และอาหารกลุ่มใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง (เช่น อาหารสเตอริไลซ์แช่แข็ง) จะกลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด บริษัทที่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ของสูตรอาหารได้ จะเป็นผู้กำหนดราคาตลาด
- กำแพงการค้าสีเขียว และเกณฑ์ตรวจสอบโลก
นี่คือความท้าทายที่ร้ายแรงที่สุดของกลุ่มผู้ส่งออกไทย ตลาดหลักอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้เริ่มนำเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อกำหนดในการนำเข้าสินค้าอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องกฎระเบียบการปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ตลอดจนข้อบังคับด้านแรงงานและการประมงที่ถูกกฎหมาย การแข่งขันในอนาคตจึงไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนการผลิตต่ำสุด แต่ควบคุมด้วยระบบ ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตั้งแต่แหล่งที่มาของปลาทูน่าหรือเนื้อไก่ จนถึงปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของโรงงาน หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ “โรงงานสีเขียว” ได้ทันท่วงที อาจสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดโลกให้แก่คู่แข่ง
- การปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอเพื่อความอยู่รอดของกลุ่มทุน
ในมุมมองของการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ การที่ ซีพีเอฟ, ไทยยูเนี่ยน และเบทาโกร หันมาโฟกัสธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างจริงจัง สะท้อนถึงการทำ Portfolio Rebalancing ของกลุ่มทุนเกษตรอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากธุรกิจปศุสัตว์และอาหารแช่แข็งแบบดั้งเดิมมีลักษณะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ที่มีอัตรากำไรต่ำและผันผวนตามวงจรราคาเนื้อสัตว์รวมถึงสภาพภูมิอากาศ การโยกย้ายกำลังการผลิตและเม็ดเงินลงทุนมาสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีกำไรสูงกว่าและมีความยืดหยุ่นต่อสภาวะเศรษฐกิจมากกว่า จึงเป็นทางรอดและกลยุทธ์สร้างเสถียรภาพผลกำไรขององค์กรในระยะยาว
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงสุดและสามารถทนทานต่อแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจได้ดีเยี่ยม นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 มาจนถึงปัจจุบัน ความพร้อมด้านห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบและมาตรฐานการผลิตที่สั่งสมมานานคือต้นทุนสำคัญที่ทำให้ไทยผงาดในเวทีโลก
อย่างไรก็ดี การจะรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับ 3 ของโลกและก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของภูมิภาคอย่างยั่งยืนนั้น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องจับมือทำงานเชิงรุก ภาคเอกชนต้องเร่งยกระดับจากผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมและแบรนด์สินค้าพรีเมียมของตนเองเพื่อดึงมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับสู่ประเทศให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งสนับสนุนงานวิจัยเชิงลึก ปรับปรุงกฎระเบียบการนำเข้า-ส่งออกวัตถุดิบให้มีความยืดหยุ่น และร่วมเจรจาทางการค้าเพื่อทลายกำแพงภาษีและมาตรการสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านความยั่งยืนและเกณฑ์การค้ายุคใหม่นี้ไปได้ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงจะไม่เป็นเพียงแค่ธุรกิจที่พึ่งพาเงินจากกระเป๋าของ “คนรักสัตว์” เท่านั้น แต่จะกลายเป็นเสาหลักเศรษฐกิจต้นใหม่ที่สร้างรายได้ คืนความมั่งคั่ง และขับเคลื่อนภาคเกษตรอุตสาหกรรมของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลกอย่างแท้จริง


