วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2569

Login
Login

"AI เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไม่ได้" ศุภวุฒิชี้ทางรอดอยู่ที่ 3 การปฏิรูป

ปัจจุบันการเติบโตของกระแส เอไอ บูม นำมาซึ่งเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้ามาสู่ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทยด้วย ข้อมูลจากบีโอไอในปีพ.ศ. 2569 เผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกทะลุ1 ล้านล้านบาท จากกว่า 600 โครงการ นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์รองรับการเติบโตของ AI โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด5 อันดับแรก ได้แก่ 

1. อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 873,741 ล้านบาท (48 โครงการ)

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 40,456 ล้านบาท (80 โครงการ) 

3. อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน มูลค่า 17,103 ล้านบาท (108 โครงการ) 

4. อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มูลค่า 16,963 ล้านบาท (61 โครงการ) และ

5. กิจการโลจิสติกส์และบริการที่มีมูลค่าสูง มูลค่า 14,548 ล้านบาท (68 โครงการ)

จะเห็นว่าการลงทุนส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86 ของเงินลงทุน

นำมาซึ่งคำถามว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังนิยมในปัจจุบัน อาจไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึงของเศรษกิจไทย หากพิจารณาจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในเรื่องการใช้ ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมากเทียบกับประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ

"AI เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไม่ได้" ศุภวุฒิชี้ทางรอดอยู่ที่ 3 การปฏิรูป ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ประเด็นนี้ ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทาง"กรุงเทพธุรกิจ"ประเมินว่า เป็นเรื่องดีที่ไทยอยู่บนขบวนของเอไอเมื่อเทียบกับแอฟริกาหรือแม้กระทั่งยุโรป แต่เราอยู่ในส่วนเบื้องหลังเช่น ชั้นของพลังงานหรือดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นจุดที่ไทยยังมีโอกาส โดยเฉพาะเมื่อสิงคโปร์และมาเลเซียไม่ต้องการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่ม โอกาสจึงมาตกอยู่ที่ประเทศไทย คำถามคือว่า สิ่งนี้จะสามารถปฏิรูปหรือเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ ศุภวุฒิมองว่าคำตอบคือ “ไม่”

สอดคล้องกับการรายตัวเองตัวเลขล่าสุดของ Monetary Policy Forum 2/2026 โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กล่าวถึง การกระจุกตัวเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี จากกระแสความต้องการด้านเอไอส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีของปีนี้เติบโตสูงถึง 43.8% ในขณะที่เมื่อนำอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดมารวมกันจะพบว่ามีการเติบโตเพียงแค่ 2.5% เท่านั้น (ภาพที่ 1)

"AI เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไม่ได้" ศุภวุฒิชี้ทางรอดอยู่ที่ 3 การปฏิรูป

ภาพที่ 1 : การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวสูงจากอุปสงค์จากวัฏจักรเทคโนโลยีและเอไอ

นอกจากนี้เมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า ผู้ผลิตราว 1% กลับครองสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 85% ของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยจำนวนนี้เป็นบริษัทประมาณ 105 ราย พบว่า 87 รายเป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย สะท้อนการกระจุกตัวของผลประโยชน์ที่ส่งกลับไปยังกลุ่มบริษัทต่างชาติและผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ใช่บริษัทของคนไทย

นอกจากนี้การพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ (Import content) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยในอดีตสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบอยู่ที่ 45% แต่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึง 70%  ซึ่งหมายความว่าเหลือส่วนที่เป็นวัตถุดิบในประเทศ (Local content) เพียง 30% เท่านั้น (ภาพที่ 2) ตอกย้ำด้วยตัวเลขการส่งออกของไทยที่เพิ่มขึ้น 14% แต่ขณะเดียวกันการนำเข้ากลับเติบโตมากกว่าถึง 20% (ภาพที่ 3)

"AI เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไม่ได้" ศุภวุฒิชี้ทางรอดอยู่ที่ 3 การปฏิรูป ภาพที่ 2 : การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มการเติบโตดีกระจุกตัวอยู่ในผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่ก่ีราย

"AI เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไม่ได้" ศุภวุฒิชี้ทางรอดอยู่ที่ 3 การปฏิรูป ภาพที่ 3: เศรษฐกิจไทยปี 69 ขยายตัวตามการส่งออกสินค้า การลงทุน และผลระยะสั้นจากมาตรการรัฐ แต่ชะลอลงในปี 70 จากผลฐานสูงแม้ยังมีแรงส่งต่อเนื่องจากการส่งออกและลงทุน

อย่างไรเสีย “อาหาร” ก็คือจุดแข็งของไทย

ตัวเลขสะท้อนว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหรือต่อ “เงินในกระเป๋าคนไทย” ในการเพิ่มขึ้นจากกระแสเอไอบูมนี้ไม่ได้ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย บริษัทไทยและต่อคนไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ

“บีโอไอประกาศว่าสามารถขอบัตรส่งเสริมการลงทุนได้ 1 ล้านล้านบาท จีดีพีไทย 20 ล้านล้านยังไม่ถึงเลย อยู่ๆ มีเงินเข้ามาเยอะขนาดนั้น 5% ของจีดีพีแต่คนไทยไม่รู้สึกเลย เทียบกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสเม็ดเงินแสนกว่าล้านคนยังรู้สึกมากกว่าเพราะมันลงมาที่เราจริงๆ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องตั้งหลักให้ดีว่าการแลกทรัพยกรของไทยอย่าง ที่ดิน น้ำ ไฟฟ้า สุดท้ายมันคุ้มค่าหรือเปล่า”

ศุภวุฒิ ประเมินว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยไหลไปตามกระแสของโลกมาตลอดแต่ไม่เคยประเมินจริงๆ ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไรตั้งแต่ การวางตัวเองเป็น ดีทรอยต์แห่งเอเชีย การท่องเที่ยวมาจนกระแสเอไอ ซึ่งศุภวุฒิยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่าหนึ่งในจุดแข็งของไทยอย่างไรเสียก็คือเรื่อง “อาหาร” 

“ผมเห็นนายกเพิ่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ไม่มีเรื่องอาหารเลย ทั้งที่เราเคยพูดว่าเราจะเป็นครัวโลก ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสุทธิมาต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสนธิสัญญาเบาว์ริ่งจนถึงทุกวันนี้ จุดที่เราต้องไปคือทรานส์ฟอร์มการส่งออกวัตถุดิบพื้นฐานไปสู่การแปรรูปอาหาร” 

อย่างไรก็ตามปัญหาของผู้ประกอบการคือ การนำเข้าต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศซึ่งต้องเสียภาษีทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เช่น การนำเข้าข้าวโพดที่เราผลิตเองได้ประมาณ 5-6 ล้านตัน แต่ก็ต้องนำเข้า 4 ล้านตัน หรือถั่วเหลืองที่ไทยนำเข้าเกือบทั้งหมด หากเราเปิดเสรีเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรจะทำให้ต้นทุนถูกลงและผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้นด้วย 

"AI เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไม่ได้" ศุภวุฒิชี้ทางรอดอยู่ที่ 3 การปฏิรูป

แก้เรื่องรถไฟ - งบราชการ โจทย์ใหญ่กว่าเรื่องเอไอ

นอกจากประเด็นเรื่องอาหารแล้ว ประเด็นถัดมาที่ศุภวุฒิมองว่าต้องเร่งปฏิรูปคือเรื่อง โลจิสติกส์ (Logistics) ผ่านระบบรางเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและทำให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ขึ้นไปทางตอนใต้ของจีนเพื่อให้ไทยเป็นฮับในการส่งสินค้า

“ปัญหาคือรถไฟดันเป็นรัฐวิสาหกิจแล้วขาดทุน ล่าสุดเพิ่งออกกฏหมายรางใหม่ให้เอกชนใช้รางได้ เราควรให้เอกชนเร่งทำตรงนี้ ตอนนี้รถไฟไทย เวลาจะขยายอะไรต้องมาขออนุญาตสภาพัฒน์เพราะว่า เพราะการรถไฟขาดทุนทุกปี ฉะนั้นเขามีแต่หนี้แปดถึงเก้าแสนล้าน ต้องให้รัฐบาลออกเงินให้ เวลาจะซื้ออะไรต่างๆ กว่าจะได้งบประมาณมาต้องใช้เวลา ดังนั้น การเปิดให้เอกชนเข้ามาจะเป็นตัวแก้เรื่องเงินทุน”

อีกความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญ ศุภวุฒิ ประเมินว่าปัญหาเรื่อง สังคมสูงวัย คือปัญหาเชิงโครงสร้างด้านประชากรที่สำคัญและส่งผลต่อเรื่องภาระด้านงบประมาณผูกพันซึ่งยอดรวมสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37.9% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ทั้งหมด

“นึกภาพนะครับ ข้าราชการ 3 ล้านกว่าคน รวมญาติทีได้รับสิทธิแล้วประมาณ 5 ล้านคน งบประมาณ 90,000 กว่าล้านบาท ประชาชนทั่วไปราว 50 ล้านคนที่ใช้สิทธิ 30 บาทหรือประกันสุขภาพถ้วนหน้า งบประมาณแค่แสนกว่าล้านบาท คนมากกว่าสิบเท่าแต่งบประมาณมากกว่าประมาณเท่าเดียว ไหนจะยังทับซ้อนกับประกันสังคมอีก”

ดังนั้นประเด็นสำคัญที่จะเป็นตัวเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้ได้คือการแก้สามส่วนที่กล่าวมาคือ เรื่องการเปิดเสรีเกษตร การแก้เรื่องโลจิสติกส์และปัญหาเรื่องงบข้าราชการที่มีแนวโน้มบานปลายจากสังคมสูงวัย สิ่งเหล่านี้คือเรื่องด่วนและสำคัญมากกว่าเรื่องเอไอด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องเอไอหากจะเดินหน้าต่อ สำคัญที่สุดคือเรื่อง พลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลประกาศแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจพลังงานสะอาดของไทย ศุภวุฒิเสนอว่าควรมีแผนงานที่ชัดเจนเช่น แยกบทบาทผู้กำกับดูแลสายส่งออกจากผู้ผลิตไฟฟ้า แก้ไขกฎหมายให้มีการซื้อขายไฟฟ้าเสรี และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Smart Grid อย่างจริงจัง แทนที่จะเน้นเพียงการติด Solar Rooftop ซึ่งไม่ตอบโจทย์ในภาพรวม

ศุภวุฒิ ทิ้งท้ายเรื่องความกังวลของข้อจำกัดทางการคลังและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพว่า เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะการคลังและลดหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องทำให้ GDP เติบโตแบบ Nominal (รวมเงินเฟ้อ) ได้ประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการเงินและการคลังในปัจจุบัน