วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

FIT Partnership 16 ชาติบวกไทยร่วมส่งเสียง เวทีโลกกำหนดกฎการค้า-กติกาลงทุนแห่งอนาคต

เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ความตึงตัวในห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และระบบการค้าพหุภาคีก็กำลังเผชิญกับความตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 เหล่านี้คือโจทย์ทางการค้าและการลงทุนที่นำไปสู่การก่อตั้ง"หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต (Future of Investment and Trade Partnership: FIT Partnership)" คือเป็นการรวมกลุ่มประเทศขนาดเล็กถึงกลางที่พึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศในการส่งเสริมระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่มีความทันสมัย เปิดกว้าง ยุติธรรม และสามารถปฏิบัติได้จริง 

เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 โดยการริเริ่มของสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สมาพันธรัฐสวิส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานร่วม (co-conveners) ทาบทามประเทศขนาดเล็กถึงกลางที่พึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศและมีแนวคิดคล้ายคลึงกันในการพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิก และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการทาบทามจากประเทศดังกล่าวข้างต้นด้วย

ปัจจุบันหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต (FIT Partnership)มีสมาชิกทั้งสิ้น 16 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สมาพันธรัฐสวิส สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บรูไน ชิลี คอสตาริกา ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ โมร็อกโก นอร์เวย์ ปานามา รวันดา อุรุกวัย มาเลเซีย และปารากวัย

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก FIT Partnership พร้อมเห็นชอบปฏิญญาว่าด้วยหุ้นส่วนความร่วมมือฯ และให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยยังคงยึดหลักคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และไม่ผูกพันให้ไทยต้องรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่ยังมีประเด็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม

      ทั้งนี้ FIT Partnershipเป็นความร่วมมือแบบสมัครใจที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายและไม่มีข้อผูกพันด้านการเปิดตลาดเพิ่มเติม โดยมุ่งส่งเสริมระบบการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง โปร่งใส เป็นธรรม และรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต

สำหรับประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การค้าดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการค้า ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ไทยร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือในกรอบ FIT Partnership ได้ตามความเหมาะสม แต่ยังไม่รวมถึงการรับรองเอกสารผลลัพธ์ 3 ฉบับ เนื่องจากยังมีบางประเด็นที่ไทยอยู่ระหว่างหารือในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และเวทีระหว่างประเทศอื่น เช่น การยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ การกำหนดนิยาม “สินค้าจำเป็น” และแนวทางบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานในภาวะวิกฤต ซึ่งรัฐบาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและรักษาพื้นที่เชิงนโยบายของไทยเป็นสำคัญ

“การเข้าร่วม FIT Partnership จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางการค้าและการลงทุนยุคใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต และติดตามพัฒนาการของกติกาการค้าโลกอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน”

เมื่อช่วงเดือนมี.ค. 2569 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีและผู้แทนจากสมาชิก 10 ประเทศของFIT Partnership ได้ประชุมผ่านระบบออนไลน์ในวันนี้ และให้การรับรองปฏิญญาระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการเสริมสร้างระบบการค้าที่ยึดหลักกฎเกณฑ์

     โดยแถลงการณ์ฉบับนี้ออกมาก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (WTO) ครั้งที่ 14 (MC14) ที่จะจัดขึ้นที่เมืองยาอุนเด ประเทศแคเมรูน ระหว่างวันที่ 26 -29 มี.ค. 2569 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของสมาชิก FIT Partnership ในการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการประชุม MC14 

สำหรับแถลงการณ์ระบุถึงความพยายามเพื่อผลักดันวาระที่กว้างขึ้นและระยะยาวขึ้นภายใน FIT Partnership เพื่อเสริมสร้างระบบการค้าที่ยึดหลักกฎเกณฑ์

        “รัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญที่สมาชิก FIT Partnership จะทำงานร่วมกัน ตลอดจนกับสมาชิก WTO อื่นๆ เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าใน WTO”

  ปฏิญญาดังกล่าวเป็นก้าวแรกในความพยายามที่กว้างขึ้นภายในความร่วมมือ FIT เพื่อพัฒนาแนวคิดและโครงการริเริ่มที่เป็นรูปธรรมเพื่อเสริมสร้างระบบการค้าที่ยึดหลักกฎเกณฑ์ ซึ่งอาจรวมถึง การสำรวจแนวทางในการปรับปรุงการตัดสินใจ ,การระบุและแก้ไขช่องว่างในกฎการค้าในประเด็นที่ค้างอยู่และประเด็นที่กำลังเกิดขึ้น ,การพัฒนาและทดสอบแนวทางสำหรับการดำเนินการตามผลลัพธ์ของโครงการริเริ่มพหุภาคีอย่างทันท่วงที และ การดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกจากสถาบันการศึกษา ธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่างานของความร่วมมือ FIT นั้นอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในทางปฏิบัติ

FIT Partnership 16 ชาติบวกไทยร่วมส่งเสียง     เวทีโลกกำหนดกฎการค้า-กติกาลงทุนแห่งอนาคต