วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เหรียญ 2 ด้านเมื่อไทยเข้าร่วม ‘FIT Partnership’ โอกาส-ความเสี่ยง กรอบการค้า-การลงทุนแห่งอนาคต

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความผันผวนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆอย่างลึกซึ้ง การรวมกลุ่มของประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันเพื่อสร้างมาตรฐานการค้าที่ทันสมัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับกรอบความร่วมมือ “หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต (Future of Investment and Trade Partnership) หรือ “FIT Partnership” จึงถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีสำหรับประเทศขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่พึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนระบบการค้าพหุภาคีให้เปิดกว้างและเป็นธรรม

กรอบความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจากความคิดริเริ่มของ 4 ประเทศผู้ประสานงานร่วม (co-conveners) ได้แก่ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สมาพันธรัฐสวิส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 พร้อมกับการลงนามรับรองปฏิญญารัฐมนตรีผู้ก่อตั้งเรียบร้อยแล้ว

ข้อมูล ณ เมษายน 2569 FIT Partnership มีสมาชิกทั้งหมด 16 ประเทศ ประกอบด้วยกลุ่มผู้ก่อตั้งและประเทศที่เข้าร่วมเพิ่มเติม ได้แก่ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สมาพันธรัฐสวิส สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บรูไน ชิลี คอสตาริกา ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ โมร็อกโก นอร์เวย์ ปานามา รวันดา อุรุกวัย มาเลเซีย และปารากวัย

โดยมีเป้าหมายหลักในการร่วมมือกันใน 4 ประเด็นสำคัญ คือ

  1. ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
  2. การอำนวยความสะดวกทางการลงทุน
  3. อุปสรรคที่มิใช่ภาษี
  4. เทคโนโลยีทางการค้า

ความสำคัญและการก้าวเข้าร่วมสมาชิกของไทย

ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคาร ที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมานางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ รายงานให้ ครม.รับทราบว่าประเทศไทยได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเนื่องจากเป็นประเทศที่มีนโยบายเศรษฐกิจพึ่งพาการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก

โดยกระทรวงพาณิชย์มองว่าการเข้าร่วม FIT Partnership เป็นโอกาสดีที่จะแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนระบบการค้าเสรีที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และเป็นเวทีเชิงปฏิบัติในการทดลองแนวคิดใหม่ๆ ก่อนจะนำไปต่อยอดในระดับองค์การการค้าโลก (WTO) ได้ในอนาคตต่อไป ซึ่งครม.ได้พิจารณาเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก FIT Partnership พร้อมเห็นชอบปฏิญญาว่าด้วยหุ้นส่วนความร่วมมือฯ และให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเป็นสมาชิก

เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยยังคงยึดหลักคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และไม่ผูกพันให้ไทยต้องรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่ยังมีประเด็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม

หน่วยงานเศรษฐกิจมองต่างโอกาส-ความเสี่ยง 

อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการแสดงเหตุผลทั้งผลดี ผลเสีย และความเสี่ยง ในการเข้าร่วม FIT Partnership ที่แตกต่างกันไปโดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

หน่วยงานที่ให้ความเห็นถึงข้อดีและโอกาสของการเข้าร่วม FIT Partnership ของไทย ได้แก่

1.) กระทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็นกับ ครม.ว่าการที่ประเทศไทยเข้าร่วม FIT Partnership นั้นสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่เน้นการเปิดกว้างและโปร่งใส ช่วยให้ไทยได้ร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือในประเด็นการค้ายุคใหม่ และป้องกันการเสียโอกาสหากต้องเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามกฎที่ประเทศอื่นตั้งขึ้นในภายหลัง

2.) กระทรวงการต่างประเทศ  ให้ความเห็นว่าการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือนี้จะเป็นประโยชน์ในการกระชับความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนใหม่ๆ และสร้างทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ยืดหยุ่นให้แก่ไทยในเวทีโลก

3.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่าการที่ไทยเข้าร่วมกรอบความร่วมมือนี้จะช่วยเสริมสร้างเครือข่ายกับประเทศที่มีมาตรฐานสูง เพิ่มบทบาทไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก และส่งเสริมการไหลเวียนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

4.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เห็นว่าสอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศที่เน้นการเติบโตจากการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ และช่วยสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานระหว่างภาคีสมาชิก

5.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) มองว่าเป็นโอกาสในการร่วมกำหนดทิศทางนโยบายระดับพหุภาคีในประเด็นด้านการค้าดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่

สำหรับหน่วยงานที่ให้ความเห็นถึงข้อเสีย ความเสี่ยง หรือข้อสังเกตบางประการ สำหรับการเข้าร่วม FIT Partnership ของไทย ได้แก่

1.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีข้อสังเกตว่าไทยควรพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ เนื่องจากมูลค่าการค้ากับประเทศสมาชิกบางรายยังมีจำนวนจำกัด และแม้จะเป็นความร่วมมือที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (non-binding) แต่ในทางปฏิบัติอาจเกิดแรงกดดันเชิงนโยบายให้ต้องปฏิบัติตามทิศทางของกลุ่ม นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องการงดเว้นเก็บภาษีศุลกากรดิจิทัลถาวรที่อาจกระทบต่อ "พื้นที่ทางนโยบายการคลัง" ในอนาคต

2.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้แสดงความกังวลเรื่องนิยามของ "สินค้าจำเป็น" (Essential Goods) ที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งอาจกระทบต่อการควบคุมการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรที่อ่อนไหว นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเรื่องถ้อยคำในแถลงการณ์บางฉบับ (เช่น กรณีช่องแคบฮอร์มุซ) ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการเลือกข้างในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจขัดกับท่าทีเป็นกลางของรัฐบาลไทย

3.) กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อสังเกตว่านิยามสินค้าจำเป็นที่กว้างเกินไปอาจกระทบต่อมาตรการปกป้องเกษตรกรและอุตสาหกรรมภายในประเทศได้ หากมีการห้ามใช้มาตรการจำกัดการส่งออกในภาวะวิกฤต

4.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เตือนเรื่องการสนับสนุนการงดเว้นภาษีศุลกากรดิจิทัลว่าอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของแพลตฟอร์มไทย จึงเสนอให้มีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ SMEs

จะเห็นได้ว่าการเข้าร่วม FIT Partnership ของไทยเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อรักษาบทบาทของประเทศในเวทีการค้ายุคใหม่ แม้จะมีข้อกังวลจากบางหน่วยงานในเรื่องผลกระทบต่อพื้นที่ทางนโยบายและสินค้าอ่อนไหว แต่ภาพรวมหน่วยงานส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า ผลประโยชน์จากการร่วมกำหนดกติกาการค้าและการลงทุนร่วมกับกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานสูง มีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้ ผ่านกระบวนการหารือ และเตรียมความพร้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสียเปรียบในการเจรจาการค้ากับประเทศหรือกลุ่มการค้าอื่นๆในอนาคต