วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ธนารักษ์ตั้งเป้ารายได้ปี 70 แตะ 1.43 หมื่นล้าน ลุยสาง 3 บิ๊กโปรเจ็กต์ค้างท่อ

กรมธนารักษ์วางเป้าจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2570 ไว้ที่ 14,300 ล้านบาท โดยเร่งแก้ปมโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ 3 แห่งที่ค้างมานาน พร้อมเดินหน้าตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. เพื่อจัดระเบียบและเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารที่ราชพัสดุทั่วประเทศ

KEY POINTS

  • กรมธนารักษ์ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2570 ไว้ที่ 14,300 ล้านบาท
  • เร่งแก้ไขปัญหาโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ 3 แห่งที่ยืดเยื้อมานาน เพื่อให้สามารถเดินหน้าและสร้างรายได้เข้ารัฐ
  • โครงการทั้ง 3 แห่งประกอบด้วย โครงการพัฒนาที่ดินหมอชิต, โครงการ Senior Complex และโครงการบริหารระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานและการจัดเก็บรายได้ของกรมธนารักษ์ โดยระบุว่าในปีงบประมาณ 2569 กรมฯ มีเป้าหมายจัดเก็บรายได้ที่ 11,900 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากที่ราชพัสดุ 11,500 ล้านบาท และเหรียญกษาปณ์ 400 ล้านบาท ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย.2569 สามารถจัดเก็บรายได้รวมแล้ว 11,600 ล้านบาท และคาดว่าในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ จะสามารถจัดเก็บรายได้ทะลุเป้าหมายไปอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท 

โดยในปีงบประมาณ 2570 กรมธนารักษ์ได้วางเป้าหมายจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 14,300 ล้านบาท โดยจะขับเคลื่อนผ่านการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการเร่งแก้ไขปัญหาโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ที่สะสมมานาน เพื่อเตรียมรับรู้รายได้เข้าสู่รัฐ

เร่งปลดล็อก 3 บิ๊กโปรเจกต์ 

นายอัครุตม์ กล่าวว่า กรมฯ เร่งสะสางปัญหาโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ 3 แห่ง ที่ยืดเยื้อมานาน เพื่อให้สามารถเดินหน้าและรับรู้รายได้เข้าสู่รัฐ ประกอบด้วย

1.โครงการพัฒนาที่ดินหมอชิต 

อธิบดีกรมธนารักษ์ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีทิศทางที่ชัดเจนและกำลังจะได้ข้อสรุปรูปแบบการพัฒนา (Concept Design) ภายในปีนี้ โดยยังคงเงื่อนไขสัญญากับเอกชนรายเดิม ที่กำหนดให้มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 700,000 ตารางเมตร ซึ่งรวมถึงการจัดสรรพื้นที่สำหรับสถานีขนส่งผู้โดยสาร (บขส.) ทั้งนี้ได้ยกเลิกรูปแบบการเวนคืนเพื่อทำทางเชื่อมออกสู่ถนนวิภาวดีรังสิตแล้ว 

“หากโครงการเดินหน้า กรมธนารักษ์จะได้เงินชดเชยค่าก่อสร้างฐานรากคืนประมาณ 1,250 ล้านบาท พร้อมค่าแรกเข้าอีกกว่า 400 ล้านบาท”

2.โครงการ Senior Complex ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

โดยโครงการมีความคืบหน้าในการได้ข้อสรุปให้เดินหน้าโครงการต่อ แต่จะมีการปรับลดขนาดโครงการลงให้สอดคล้องกับขนาดของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่มีการปรับลดสเกล โดยจะมีการพิจารณาปรับเกณฑ์อายุผู้มีสิทธิจองจาก 55 ปี เป็น 50 ปี และปรับราคาขึ้นตามระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา แต่กรมฯ จะให้สิทธิกับผู้ที่เคยลงชื่อจองไว้เดิมพิจารณาก่อนเป็นอันดับแรก หากไม่รับราคาใหม่จึงจะถือว่าสละสิทธิ

3.โครงการบริหารระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก 

โดย บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ได้ข้อสรุปเรื่องความชัดเจนของสัญญาแล้วว่ากรมธนารักษ์ได้ส่งมอบระบบ ให้กับเอกชนครบถ้วนแล้ว ไม่ใช่การส่งมอบที่ดิน ส่วนปัญหาเรื่องส่วนแบ่งรายได้ (Profit Sharing) จะต้องนำมาเจรจากันใหม่ตามข้อเท็จจริง เนื่องจากผลการศึกษาเดิมกำหนดเงื่อนไขว่าต้องขายน้ำให้ได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านลิตรจึงจะคิดส่วนแบ่ง แต่ข้อเท็จจริงเอกชนทำยอดขายได้ไม่ถึง 100 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าแรกเข้าและค่าเช่าที่ดิน เอกชนยังคงต้องจ่ายตามปกติ

นอกจากนี้ ยังมีรายได้ที่เตรียมรับรู้จากโครงการของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด กว่า 800 ล้านบาท และโครงการโรงแรมชายทะเลที่หัวหิน ซึ่งเกิดจากการรวมแปลงที่ดินเพื่อเพิ่มมูลค่า คาดว่าจะทำรายได้เข้าระบบอีกประมาณ 1,970 ล้านบาท

เตรียมเปิดประมูลที่ดินทำเลทอง

เพื่อเป็นการสร้างรายได้ตามนโยบาย กรมธนารักษ์เตรียมนำที่ราชพัสดุศักยภาพสูงออกประมูลหลายแปลง ที่โดดเด่นคือ ที่ดินโรงพยาบาลยาสูบเก่า เนื้อที่กว่า 5 ไร่ ย่านสาทร (ตรงข้ามโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน) มูลค่าที่ดินประมาณ 1,200 - 1,300 ล้านบาท โดยจะเปิดประมูลสิทธิสัมปทาน 30 ปี และ ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดร้านอาหารกินลมชมสะพาน เนื้อที่ 2 ไร่ ฝั่งตรงข้ามสวนหลวงพระราม 8 มูลค่าประเมิน 151 ล้านบาท ซึ่งเหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นโรงแรมหรือร้านอาหาร เตรียมประกาศเชิญชวนประมูลสัญญาระยะเวลา 30 ปี ภายในเดือนกันยายนนี้

รวมถึงการเตรียมนำทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดินจากคำพิพากษามาเปิดขาย เช่น ที่ดินเกาะเปลว จังหวัดกระบี่ ซึ่งจะขายคู่กับที่ดินบนฝั่งเพื่อรองรับโครงการสร้างสะพานข้ามไปเกาะลันตาใหญ่ และที่ดินริมทะเลบนเชิงเขาเนื้อที่กว่า 40 ไร่ ในจังหวัดภูเก็ต (เกาะสิเหร่)

ดึง AI ประเมินที่ดินรอบใหม่

สำหรับการประเมินราคาที่ดิน กรมธนารักษ์ได้เปิดตัวระบบ Value Mapเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนตรวจสอบราคาประเมินผ่านระบบออนไลน์ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานสะสมกว่า 500,000 คน ในส่วนของราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ รอบปี 2570-2573 ซึ่งจะประกาศในวันที่ 1 ธันวาคมนี้

อธิบดีกรมธนารักษ์ยอมรับว่า ราคาประเมินจะต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อสะท้อนราคาตลาด โดยจากเดิมที่ราคาประเมินต่ำกว่าตลาดถึง 40% ในรอบใหม่นี้จะปรับให้ต่ำกว่าราคาตลาดเพียงประมาณ 15-20%

ทั้งนี้ ในอนาคตกรมฯ มีแผนที่จะนำเทคโนโลยี AI มาประมวลผลข้อมูลทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างโมเดลประเมินราคาที่ดินมากกว่า 90% ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น

จัดระเบียบที่ราชพัสดุ

 กรมธนารักษ์ยังเตรียมดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อยกระดับความโปร่งใส โดยจะเร่งแก้ปัญหาผู้บุกรุกที่ราชพัสดุ นำร่องในพื้นที่ชุมชนซอยพิพัฒน์ (สีลม) เนื้อที่ 12 ไร่ ทำเลทองใจกลางเมือง โดยมีแนวทางก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยเพื่อให้ประชาชน 107 ครอบครัวได้เช่าอยู่อย่างถูกต้อง และนำพื้นที่ส่วนที่เหลือมาพัฒนาเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ จะเข้าไปตรวจสอบการใช้พื้นที่ของหน่วยงานราชการและเขตทหาร หากนำไปใช้จัดสวัสดิการเชิงธุรกิจ เช่น เปิดร้านสะดวกซื้อ หรือร้านกาแฟ จะต้องจ่ายค่าเช่าในอัตราเชิงพาณิชย์ให้ถูกต้อง ตลอดจนพิจารณาทวงคืนพื้นที่ทิ้งร้างของรัฐเพื่อนำมาสร้างรายได้ รวมถึงการกำหนดอัตราค่าเช่าพื้นที่ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) เชิงพาณิชย์ในที่ราชพัสดุ โดยคิดอัตราเหมาจ่าย 1,500 บาท/หัวชาร์จ สำหรับกรุงเทพฯ และ 1,000 บาท/หัวชาร์จ สำหรับต่างจังหวัด