ไทยเตรียมรับบทเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 35 ปี ดึงเวทีโลกร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจยุคโลกแบ่งขั้ว พร้อมนำเสนอความสำเร็จด้านพร้อมเพย์ AI และโมเดลอาหาร-สมุนไพรไทยสู่สังคมอายุยืน
KEY POINTS
- ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ปี 2569 โดยชูบทบาทเป็นผู้เชื่อมเศรษฐกิจโลกในยุคแบ่งขั้ว ภายใต้แนวคิดหลัก "Thailand’s New Horizons"
- จะนำเสนอวาระสำคัญเพื่อสนับสนุนบทบาทดังกล่าว เช่น ความสำเร็จของระบบ "พร้อมเพย์", การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด, โมเดลสังคมอายุยืน และการแสดงศักยภาพ Soft Power ของไทย
- ชูจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเงิน การคลัง และการค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในฐานะพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนท่ามกลางความขัดแย้งของโลก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก (IMF-World Bank Groups Annual Meetings 2026) ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้รับเกียรตินี้ในรอบ 35 ปี โดยเปรียบการประชุมดังกล่าวว่าเป็นเสมือน "โอลิมปิกทางการเงิน" โดยประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพได้ชูแนวคิดในหัวข้อ "Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience" ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เชื่อมโลกที่แตกแยก ด้วยความมั่นคงของไทย
นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ไทยก้าวเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ และกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจที่ทำให้โลกแบ่งออกเป็นสองขั้วมากขึ้น บทบาทสำคัญของไทยคือ การทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประเด็นเศรษฐกิจ และการเงินระหว่างสองฝ่าย
ซึ่งจุดแข็งของไทยคือ ความมั่นคงในสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ เสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพทางการคลัง และความสม่ำเสมอในการค้ากับนานาประเทศ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกที่กำลังมองหาพื้นที่ปลอดภัยในการลงทุนหันมาให้ความสนใจไทยมากขึ้น
โดยการนำเสนอในมิติของการพัฒนาคน ไทยจะนำเสนอความสำเร็จของระบบ "พร้อมเพย์" (PromptPay) ในฐานะต้นแบบระดับโลกด้านการโอนเงินช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ซึ่งเริ่มใช้งานจริงตั้งแต่ช่วงวิกฤติโควิด-19 และช่วยเพิ่มความโปร่งใสพร้อมลดความเสี่ยงต่อการทุจริต
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่นำ AI ชื่อ "นกกระซิบ" มาสอนให้ประชาชน และผู้ประกอบการรายเล็กรู้จักใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มรายได้ และต่อยอดธุรกิจในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกันประเด็นพลังงานเป็นอีกวาระที่ไทยจะผลักดันในการประชุมครั้งนี้ โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยต้องการให้ IMF และ World Bank เข้ามาช่วยออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเปลี่ยนผ่านจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดได้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายในเชิงนโยบาย
อีกทั้ง ไทยเตรียมนำเสนอโมเดล "Longevity" หรือสังคมที่ประชาชนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดี โดยใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งอาหารไทย สมุนไพร และภูมิปัญญาด้านสุขภาพ เป็นตัวชูโรง เพื่อแสดงให้เห็นว่าสินค้า และองค์ความรู้ของไทยสามารถตอบโจทย์ความต้องการของโลกในยุคที่ประชากรสูงวัยได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ภายในศูนย์ประชุมจะมีการแสดงศักยภาพชุมชนท้องถิ่นสู่สากล (Empowering Community: From Local to Global) ด้วยการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย และ Soft Power ที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย และสร้างความประทับใจให้กับผู้แทนจากทั่วโลก
โดยมีการคัดสรรผ้าทอ และผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 37 ลายอัตลักษณ์ทั่วไทย อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ” นำมาใช้ตกแต่ง และสะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสากล
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดง และเสิร์ฟอาหาร และเครื่องดื่มที่เป็นสินค้า GI ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติได้สัมผัสกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% คุณภาพพรีเมียมคัดพิเศษ ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทย และวิถีเกษตรกรรมอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในช่วงการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย คณะผู้จัดงานได้เร่งผลักดันโอกาสครั้งสำคัญนี้ เป็น “วาระแห่งชาติ” ผ่านการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับคนไทยทุกภาคส่วนครอบคลุม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน ผ่านแคมเปญ “Road to Thailand” เพื่อเน้นย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการเพียงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต และใกล้ตัวทุกคน สะท้อนผ่านการผนึกกำลัง และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย ได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในช่วงการจัดเตรียมงาน และระหว่างการจัดประชุม จึงยืนยันว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน ซึ่งในระยะสั้นการเดินทางเข้ามาของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลกจะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว และบริการในทันที
นายเอกนิติ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมของไทยลงลึก และให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด โดยรัฐบาลได้ยกระดับการดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ ซึ่งจะดูแลการขับเคลื่อนแนวคิดหลักของการประชุมให้ชัดเจน และมีพลัง คณะอนุกรรมการด้านพิธีการ และอำนวยการ เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพของไทยไม่เพียงแต่สำเร็จลุล่วงด้วยดีแต่ต้องเหนือความคาดหมายของผู้เข้าร่วมประชุม และคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย
โดยขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผนจัดเตรียมงาน ซึ่งในเดือนกรกฎาคม นี้ คณะผู้แทนจาก The International Monetary Fund และ The World Bank Group ได้เดินทางมาร่วมตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้ายอย่างใกล้ชิด หรือที่เรียกว่า July Mission คณะผู้จัดงานจึงวางระบบควบคุมงาน และระบบเชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุดในทุกมิติ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





