การเยือนสหรัฐของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค.2569 เป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่งออกไทยผ่านการแก้ปมกฎหมายการค้ามาตรา 301 และ 122 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเจรจาลดภาษีนำเข้าจาก 12.5% ให้เหลือ 10% เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันหลังไทยได้เปรียบดุลการค้าสูงเป็นอันดับ 7 ของคู่ค้าสหรัฐ
นางศุภจี ระบุว่าการเดินทางครั้งนี้ จะหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เป็นหลัก รวมถึงผู้แทนจากทำเนียบขาว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอการสนับสนุนข้อเสนอของไทย
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการเร่งหาข้อยุติในประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ เนื่องจากประเทศที่สามารถสรุปการเจรจาได้แล้วมีแนวโน้มได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่าประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายไทย
แต่เป็นฝั่งสหรัฐยังต้องเร่งสรุปการพิจารณาคดี Section 301 รอบใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และยังต้องหารือกับหลายประเทศ ทำให้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีเวลาหารือกับไทยมากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตามยังมีหลายประเด็นที่ไทยไม่สามารถยอมรับได้ในการเจรจา เช่น การเปิดทางให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง และข้อกำหนดเกี่ยวกับ Country of Concern ที่อาจกระทบต่อสิทธิของไทยในการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นในอนาคต แม้ว่าบางประเทศจะยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวไปแล้วก็ตาม โดยไทยจะชี้แจงเหตุผลต่อสหรัฐฯ ว่าเหตุใดจึงไม่สามารถรับเงื่อนไขเหล่านี้ได้
ส่งข้อเสนอ 6 กลุ่มสินค้าถึงสหรัฐ
ในส่วนของรายการสินค้าที่ไทยขอยกเว้นภาษีนั้นไทยได้ส่งข้อเสนอไปแล้ว ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้า รวมกว่า 1,000 รายการ โดยมีทั้งสินค้าเกษตร อาทิ ข้าวหอมมะลิ สินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางพารา และสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท โดยยึดหลักการสำคัญ คือ เป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่ได้ หรือเป็นวัตถุดิบที่ใช้ต่อยอดในภาคการผลิตของสหรัฐ
ทั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการอเมริกัน จึงมองว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและมีความสมเหตุสมผล แม้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายสหรัฐฯ
รวมทั้งบรรยากาศการเจรจากับ USTR ที่ผ่านมานั้น ก็เป็นไปด้วยดี โดยการพบหารือเมื่อต้นเดือนพ.ค. รวมถึงการประสานงานผ่านกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
สหรัฐรับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนานกว่า 190 ปี รวมถึงบทบาทของไทยในการลงทุนในสหรัฐฯ และข้อเท็จจริงที่ว่ากว่า 30% ของการเกินดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เกิดจากผู้ประกอบการสหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
“ ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าผลการเจรจาจะเป็นอย่างไร แต่ความคาดหวังคืออย่างน้อยอัตราภาษีไม่ควรสูงขึ้น และเป้าหมายของคณะเจรจาคือให้ไทยได้รับเงื่อนไขที่ไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางการค้า โดยฝ่ายไทยมั่นใจในข้อมูล หลักเหตุผล และข้อเสนอที่ยึดหลักผลประโยชน์ร่วม แต่ยอมรับว่าผลการเจรจาขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐ”นางศุภจี กล่าว
พร้อมลดอุปสรรคทางการค้า
นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การหารือกับสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาเป็นการเดินหน้าการเจรจาความตกลงด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้การพูดคุยจะยังมีไม่มาก เนื่องจากฝ่ายสหรัฐมีคิวการเจรจากับหลายประเทศ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงเป้าหมายที่จะผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้า
สำหรับการหารือรอบต่อไปจะพิจารณารายละเอียดจากข้อเสนอ (Response) ที่ไทยส่งกลับไปเบื้องต้นไทยได้เสนอให้พิจารณาสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าเกษตร เนื่องจากปัจจุบันสินค้าที่สหรัฐยกเว้นภาษีส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับการเจรจาครั้งนี้ เป็นการเจรจาความตกลงที่ครอบคลุมมาตรการทางการค้า การลงทุน และอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) ซึ่งสหรัฐใช้เป็นกรอบในการเจรจากับหลายประเทศทั่วโลก เพื่อผลักดันให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกทางการค้า
นางสาวโชติมา กล่าวว่า ปัจจุบันคดีภาษีมาตรา 301 ยังไม่สิ้นสุด โดยคดีแรกแม้จะมีการประกาศอัตราภาษีแล้ว แต่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนคดีที่สองยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น จึงยังไม่สามารถประเมินอัตราภาษีในอนาคตได้ ทำให้การเจรจาครั้งนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการหารือกับสหรัฐ และคาดว่าจะต้องมีการเจรจาเพิ่มเติมในระยะต่อไป
“การไปหารือครั้งนี้เป็นการพูดคุยเรื่องความตกลงเป็นหลัก ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้ายของการเจรจา เพราะยังมีหลายประเด็นที่ต้องหารือร่วมกันต่อ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง”


