วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

บัญชีกลาง คลอดสมุดพกผู้รับเหมา ตัดแต้ม-ลดชั้น-ติดแบล็คลิสต์สูงสุด 2 ปี

กรมบัญชีกลางดีเดย์ 10 ก.ค. 2569 บังคับใช้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ งัดมาตรการ "ตัดแต้ม-ลดชั้น" คุมเข้มผู้รับเหมาภาครัฐ เล็งเป้าคัดกรองคุณภาพและสกัดปัญหาทิ้งงาน เผยครึ่งปีแรกฟันผู้รับเหมาทิ้งงานแล้วกว่า 458 ราย ชี้หากผิดร้ายแรงทำคนตายถึงขั้นเพิกถอนทะเบียน 2 ปี

KEY POINTS

  • กรมบัญชีกลางเริ่มใช้ระบบ "สมุดพกผู้รับเหมา" เพื่อประเมินผลงานและควบคุมคุณภาพผู้รับเหมางานก่อสร้างภาครัฐ มีผลบังคับใช้ 10 ก.ค. 2569
  • ใช้เกณฑ์การตัดคะแนนสะสมความผิดในรอบ 2 ปี สำหรับผู้รับเหมาที่ทำงานล่าช้า ถูกบอกเลิกสัญญา หรือทำงานบกพร่องจนเกิดความเสียหาย
  • บทลงโทษจะพิจารณาตามคะแนนสะสม มีตั้งแต่การระงับการยื่นเสนองาน (ติดแบล็คลิสต์) สูงสุด 2 ปี, การลดระดับชั้น, ไปจนถึงการเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียน

ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานและคุณภาพการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน กำลังจะถูกจัดการด้วยมาตรการที่เด็ดขาดขึ้น เมื่อกระทรวงการคลังตัดสินใจนำระบบ "ตัดแต้ม" มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการกำกับดูแล

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้ออกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.2569 เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่เข้ามารับงานกับภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองผู้รับเหมาให้มีคุณภาพและศักยภาพ พร้อมกำหนดมาตรการลงโทษผู้ประกอบการที่ทิ้งงาน หรือประมาทเลินเล่อจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับขอบเขตการบังคับใช้ จะครอบคลุมงานก่อสร้าง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. งานก่อสร้างทั่วไปที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ของ 6 หน่วยงานหลัก คือ กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำ และกรมโยธาธิการและผังเมือง

2. งานก่อสร้างอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ หรืออาคารชุมนุมคน ของหน่วยงานรัฐทุกแห่ง และ

3. งานก่อสร้างทุกประเภทที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ของหน่วยงานรัฐทุกแห่ง

นอกจากนี้ ระเบียบดังกล่าวยังมีบทเฉพาะการที่ให้มีผลย้อนหลังบังคับใช้กับโครงการที่เซ็นสัญญาไปแล้วและอยู่ระหว่างการบริหารสัญญา หากเกิดเหตุการณ์ความเสียหายขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.2569 เป็นต้นไป

อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบายถึงเกณฑ์การประเมินว่า จะแบ่งการประเมินออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงระหว่างการปฏิบัติงานตามสัญญา และช่วงรับประกันความชำรุดบกพร่อง

โดยมีการกำหนดคะแนนความเสียหายในกรณีต่างๆ เช่น หากปฏิบัติงานล่าช้าจนมีค่าปรับเกินร้อยละ 10 ของวงเงินค่าจ้าง จะถูกหัก 10 คะแนน หากถูกหน่วยงานของรัฐบอกเลิกสัญญา จะถูกหัก 60 คะแนน หรือหากปฏิบัติงานไม่ได้มาตรฐานวิชาช่างหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิต จะโดนหัก 60 คะแนน และหากบาดเจ็บสาหัสจะโดนหัก 30 คะแนน

ซึ่งคะแนนความเสียหายเหล่านี้จะถูกสะสมติดตัวผู้ประกอบการเป็นระยะเวลา 2 ปีย้อนหลัง นับจากวันประกาศคะแนน

ในส่วนของบทลงโทษจะพิจารณาจากคะแนนสะสม หากมีคะแนนสะสม 1-9 คะแนน จะยังไม่มีการระงับการยื่นข้อเสนอ แต่หากคะแนนสูงขึ้น จะถูกสั่งระงับการรับงานใหม่ลดหลั่นไปตามระดับคะแนน เช่น 10-29 คะแนน ระงับ 30 วัน, 30-59 คะแนน ระงับ 90 วัน และโทษสูงสุดคือระงับการยื่นข้อเสนอถึง 720 วัน

หากมีคะแนนสะสมตั้งแต่ 240 คะแนนขึ้นไป ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ประกอบการมีคะแนนสะสมตั้งแต่ 120 คะแนนขึ้นไป อาจถึงขั้นถูกปรับลดระดับชั้นลงครั้งละ 1 ระดับ โดยมีระยะเวลาปรับลดชั้นสูงสุด 1,440 วัน

และหากถูกลดชั้นจนถึงระดับต่ำสุด หรือทำผิดร้ายแรงจนมีผู้อื่นเสียชีวิต จะถูกเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียน และต้องรอพ้นระยะเวลา 2 ปี จึงจะสามารถขอขึ้นทะเบียนใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการเคยได้รับโทษระงับการยื่นข้อเสนอไปแล้ว และมากระทำผิดซ้ำ จะอนุญาตให้นำจำนวนวันที่เคยถูกระงับไปแล้วมาหักออกจากเกณฑ์โทษครั้งใหม่ได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวเสริมว่า การประกาศผลประเมินถือเป็นคำสั่งทางปกครองรูปแบบหนึ่ง หากผู้ประกอบการไม่เห็นด้วย สามารถยื่นอุทธรณ์โต้แย้งต่อหน่วยงานของรัฐที่เป็นคู่สัญญาได้ภายใน 7 วันทำการผ่านระบบ e-GP และหากเรื่องไปถึงศาลจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ใช่ความผิดของผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐจะต้องดำเนินการแก้ไขและลบคะแนนให้ทันที

"มาตรการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการป้องกันการหนีงานหรือทิ้งงานอย่างเดียว แต่เป็นการควบคุมคุณภาพของผู้รับเหมา เพื่อไม่ให้หน่วยงานรัฐต้องเกิดความเสียหายจากผู้เสนอราคาต่ำสุดแต่ไม่มีศักยภาพในการทำงาน" นางแพตริเซีย กล่าว

ทั้งนี้ อธิบดีกรมบัญชีกลางได้เปิดเผยข้อมูลสถิติเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ 1 ม.ค.-2 ก.ค. 2569 มีผู้รับเหมาที่ถูกสั่งทิ้งงานไปแล้วรวมทั้งสิ้น 458 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคล 206 ราย และบุคคลธรรมดา 252 ราย

ซึ่งการนำระบบตัดแต้มมาใช้บนระบบ e-GP ในครั้งนี้ จะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐมีเครื่องมือในการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้น และสามารถตรวจสอบคะแนนสะสมของผู้รับเหมาที่เข้ามาประมูลงานได้อย่างโปร่งใส