วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

บัญชีกลาง ชงแก้กฎหมายเบิกจ่ายค่ารักษาราชการ คุมงบ 9 หมื่นล้าน

บัญชีกลาง เตรียมเสนอปรับปรุงกฎหมายสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ 4 เรื่อง คุมงบ 9 หมื่นล้าน อุดรอยรั่วทุจริตพบ 10 ปี โกงเบิกจ่ายกว่า 250 ล้านบาท ระบุรัฐอยู่ระหว่างพิจารณาโมเดลจัดแพ็คเกจสวัสดิการใหม่

KEY POINTS

  • กรมบัญชีกลางเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อควบคุมงบประมาณที่สูงขึ้นถึงปีละกว่า 9 หมื่นล้านบาท
  • ร่างกฎหมายใหม่มุ่งเน้นการป้องกันทุจริต เช่น กำหนดให้โรงพยาบาลใช้ระบบเบิกจ่ายตรง และเพิ่มมาตรการลงโทษหากพบการทุจริตโดยจะระงับสิทธิทั้งครอบครัว
  • มีแนวคิดผลักดันให้การสั่งจ่ายยาเป็นวาระแห่งชาติ โดยให้แพทย์พิจารณาใช้ยาสามัญหรือยาที่ผลิตในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อลดค่าใช้จ่าย
  • ข้าราชการสามารถเลือกให้บุคคลในครอบครัวไม่ใช้สิทธิค่ารักษาพยาบาลได้ เพื่อไปใช้สิทธิอื่น เช่น บัตรทอง หรือประกันสังคมแทน

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงนโยบายรัฐบาลในการบริหารจัดการงบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการว่า ปัจจุบันภาระงบประมาณส่วนนี้ปรับตัวสูงขึ้นถึงกว่า 90,000 ล้านบาทต่อปี โดยปัจจุบันมีกรมบัญชีกลางดูแลการเบิกจ่ายครอบคลุมผู้ใช้สิทธิข้าราชการรวมประมาณ 5 ล้านคน ซึ่งกว่า 50% เป็นกลุ่มที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ทั้งผู้ได้รับสิทธิและคนในครอบครัว ที่ต่อไปจะมีอายุยืนยาวและมีอาการเจ็บป่วยที่ซับซ้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรมบัญชีกลางขอยืนยันว่า สำหรับข้าราชการเดิมที่เซ็นสัญญาจ้างงานไปแล้ว รัฐบาลจะไม่มีการตัดสิทธิบำเหน็จบำนาญหรือริดรอนสวัสดิการเดิมใดๆ ทั้งสิ้น

แก้กฎหมาย 4 ประเด็น สางปัญหาเบิกจ่าย

ส่วนมาตรการระยะสั้นที่กรมบัญชีกลางกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือการแก้ปัญหาระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

  1. กำหนดให้สถานพยาบาลต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง และใช้ระบบการเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (เบิกจ่ายตรง) เท่านั้น เพื่อความรวดเร็วและป้องกันการทุจริต
  2. ให้อิสระในการเลือกไม่ใช้สิทธิ โดยข้าราชการสามารถเลือกได้ว่าจะให้บุคคลในครอบครัว ได้แก่ พ่อ แม่ คู่สมรส บุตร ว่าจะใช้สิทธิข้าราชการหรือไม่ เพื่อเปิดทางให้คนในครอบครัวสามารถไปใช้สิทธิบัตรทอง หรือประกันสังคมได้ หากต้องการ
  3. ทุจริต 1 คน ตัดสิทธิทั้งบ้าน โดยข้าราชการต้องรับผิดชอบพฤติกรรมการใช้สิทธิของคนในครอบครัว หากพบว่ามีการใช้สิทธิโดยทุจริต เช่น พฤติกรรมตระเวนช้อปปิ้งยาเพื่อนำไปขายต่อ จะทำการระงับสิทธิของทุกคนในครอบครัว รวมถึงตัวข้าราชการด้วย
  4. กำหนดให้สถานพยาบาลต้องมีนโยบายและมาตรการที่โปร่งใสตามหลักกิจการบ้านเมืองที่ดี

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. - 8 ส.ค. 2569 ซึ่งหลังจากปิดรับฟังความเห็นแล้ว จะเร่งดำเนินการประมวลผลข้อเสนอแนะ สรุปเพื่อยกร่างกฎหมาย และนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเร่งด่วนที่สุดต่อไป

ทำฐานข้อมูลอุดรอยรั่วทุจริต

นางแพตริเซีย กล่าวต่อว่า โดยจากการตรวจสอบสถิติการทุจริตเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสะสมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบมูลค่าการทุจริตอยู่ที่ประมาณ 250 ล้านบาท ซึ่งมีตัวอย่างการทุจริตที่พบเช่น พฤติกรรมการตระเวนรับยา (ช้อปปิ้งยา) เพื่อนำไปขายต่อ

ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญในการตรวจสอบการเบิกจ่ายที่ผิดปกติคือข้อจำกัดด้านบุคลากร ปัจจุบันกรมบัญชีกลางมีเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องการตรวจสอบการทุจริตทั่วประเทศเพียง 6 คน ขณะที่มีธุรกรรมการเบิกจ่ายสูงถึง 35 ล้านรายการต่อปี ดังนั้น กรมบัญชีกลางจึงเตรียมให้ทีมวิจัยและนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากระบบประมวลผล ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการงบประมาณด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น การติดตามปริมาณการสั่งจ่ายยาบางชนิดที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการเจรจาต่อรองขอลดราคายา หรือการเจรจาเพื่อรวมศูนย์การจัดซื้อยาให้มีต้นทุนที่ถูกลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

ชูเริ่มใช้ยาสามัญ ลดค่าใช้จ่าย

นอกจากการแก้กฎหมายแล้ว ขณะนี้กรมบัญชีกลางกำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการบริหารจัดการงบประมาณส่วนนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญเรื่องพฤติกรรมการสั่งจ่ายยา ซึ่งมีข้อเสนอให้แพทย์พิจารณาสั่งจ่ายยาสามัญ (Generic drugs) หรือยาที่ผลิตในประเทศไทยเป็นลำดับแรก

อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า แม้ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลจะเริ่มพยายามนำมาตรการนี้มาใช้แล้ว แต่การจะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในวงกว้างจำเป็นต้องยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่า การสั่งจ่ายยาไม่ควรกระโดดข้ามไปใช้ยาต้นแบบหรือยานอก (Original drugs) ในทันที เนื่องจากยาดังกล่าวมีราคาแพงกว่ายาที่ผลิตในไทยหลายสิบถึงหลายร้อยเท่าตัว

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางยืนยันว่านโยบายนี้ไม่ได้เป็นการห้ามใช้ยานอกแต่ต้องการให้เกิดระบบการสั่งจ่ายยาที่เป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มต้นจากการให้ยาไทยเป็นหลักก่อน และหากประเมินแล้วพบว่าอาการของผู้ป่วยไม่ได้ผล หรือไม่ตอบสนองต่อยา จึงค่อยพิจารณาขยับสเต็ปไปใช้ยาต้นแบบหรือยาที่ราคาสูงขึ้นตามความจำเป็นทางการแพทย์ต่อไป

หนุนรัฐสร้างโมเดล แพ็กเกจสวัสดิการใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาโมเดลต่างๆ ที่จะปรับใช้สำหรับข้าราชการเข้าใหม่ โดยกรมบัญชีกลางมีหน้าที่ในการสนับสนุนและให้ข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดแก่ระดับนโยบาย เพื่อนำไปพิจารณาจัดทำโมเดลต่อไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสวัสดิการรูปแบบใหม่จะต้องมีการเปลี่ยนแพ็กเกจใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ

ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับการสำรวจความต้องการของกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่เบื้องต้น กลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี ที่ได้ให้ความเห็นว่า พวกเขาไม่ต้องการสวัสดิการบำนาญในวัยเกษียณ แต่ต้องการเงินเดือนที่สูงพอให้อยู่ได้ในปัจจุบัน เพื่อนำเงินไปลงทุนหรือบริหารจัดการซื้อประกันชีวิตด้วยตนเอง

สาเหตุ "ประกันเอกชน" ไม่ตอบโจทย์ระบบเดิม 

สำหรับข้อเสนอที่ให้ดึงระบบประกันภัยเอกชนเข้ามาบริหารจัดการแทนนั้น นางแพตริเซีย ระบุว่า กรมฯ เคยศึกษาแล้วและพบว่าทำได้ยากในทางปฏิบัติ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการบริหารจัดการระบบ (Clearing) ที่สูงถึงระดับหมื่นล้านบาท

ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมชาติของระบบราชการคือต้องดูแลข้าราชการไปจนเสียชีวิต ซึ่งค่ารักษาพยาบาลที่สูงที่สุดมักจะเกิดขึ้นในช่วง 1 เดือนสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วย ซึ่งบริษัทประกันมักจะไม่รับเงื่อนไขนี้

รวมไปถึงฐานผู้ใช้สิทธิส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคซับซ้อน เช่น มะเร็ง และกลุ่มโรค NCDs หากใช้ประกันเต็มรูปแบบ อาจเกิดกรณีเบิกจ่ายชนเพดานวงเงินสูงสุดได้ง่าย 

"หากจะมีการนำระบบประกันเข้ามาใช้ อาจไม่ใช่การเข้ามาทำหน้าที่แทนระบบกรมบัญชีกลางทั้งหมด แต่น่าจะเป็นการออกแบบเป็นแพ็กเกจใหม่สำหรับข้าราชการเข้าใหม่ ที่มีส่วนของประกันเข้ามาเสริม ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่มากกว่า" นางแพตริเซีย กล่าวทิ้งท้าย