วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

พลิกเกมทุนโลก! 'วราวุธ' ดันนิคมอุตสากกรรม สู่ความยั่งยืนใน I-EA-T Fair 2026

ONE MIND พลิกเกมทุนโลก! “วราวุธ” ผนึกพันธมิตรนานาชาติ ปักหมุด I-EA-T Fair 2026 ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ศูนย์กลาง Supply Chain สีเขียว

KEY POINTS

  • นายวราวุธ ศิลปอาชา เปิดงาน I-EA-T Fair 2026 เพื่อแสดงศักยภาพของนิคมอุตสาหกรรมไทยในการเป็น "พื้นที่เศรษฐกิจคุณภาพสูง" ดึงดูด FDI ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมสีเขียว
  • ชี้ว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crises) และมาตรการการค้าใหม่ เช่น CBAM ทำให้ "ความยั่งยืน" กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลก ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
  • รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัล โดยจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 20,000 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการ SME พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคตภายใต้วิสัยทัศน์ "AI²" (AI ยกกำลังสอง)
  • เสนอนิคมอุตสาหกรรมไทยเป็น "พื้นที่ปลอดภัยทางการลงทุน" เพื่อดึงดูดบริษัทที่กำลังทบทวนห่วงโซ่อุปทานและมองหาฐานการผลิตใหม่ โดยชูจุดแข็งด้านทำเลยุทธศาสตร์และความเป็นกลาง
  • ธนาคารโลกย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว คือโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง โดยขีดความสามารถในการแข่งขันยุคใหม่วัดกันที่ "ความพร้อมในการปรับตัวและความยืดหยุ่น"

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน“I-EA-T Fair 2026” ภายใต้แนวคิด “One Mind, One I-EA-T Powering Global Industry”อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์โดยระบุว่า กิจกรรม I-EA-T Fair 2026 ถือเป็นเวทีระดับสากลและก้าวสำคัญของภาคอุตสาหกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม และพันธมิตรระดับนานาชาติ ได้ร่วมนำเสนอศักยภาพความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมไทยในการรองรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดย กนอ. มุ่งมั่นปรับบทบาทจากผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสู่การเป็น “พื้นที่เศรษฐกิจคุณภาพสูง” ที่เป็นศูนย์กลางการผลิต การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขยายเครือข่ายธุรกิจ และสร้าง Business Ecosystem ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ผ่านการลดข้อจำกัดทางกฎหมาย ยกระดับระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ และการบริหารจัดการด้วยระบบดิจิทัลขั้นสูง ตลอดจนการยกระดับมาตรฐาน ESG และ Green Supply Chain 

จากนั้นเป็นการเปิดเวทีเสวนาสูงสุดหัวข้อ “ถอดรหัสโลกผันผวน สู่การสร้างความได้เปรียบของอุตสาหกรรมไทย (Decoding Global Uncertainty: Creating Competitive Advantage for Thailand's Industrial Future)” โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับ Ms. Melinda Good, Division Director จากธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทยและเมียนมา เพื่อชี้ช่องทางการผลักดันนโยบายรัฐที่จะช่วยส่งเสริมและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพสูงเข้าสู่กลุ่มเป้าหมาย

พลิกเกมทุนโลก! 'วราวุธ' ดันนิคมอุตสากกรรม สู่ความยั่งยืนใน I-EA-T Fair 2026

นายวราวุธ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญภาวะ “Poly Crises” หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ ความผันผวนของพลังงาน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังกดดันห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตทั่วโลก สำหรับประเทศไทยซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบจำนวนมาก ความผันผวนดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันมาตรการการค้าใหม่ของโลก เช่น กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบด้านความยั่งยืนของสหภาพยุโรป (EUDR) กำลังเปลี่ยนความยั่งยืนจากทางเลือก เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลก

นายวราวุธ กล่าวว่า เราจึงเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการผลิตสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” และ “อุตสาหกรรมดิจิทัล” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยได้จัดวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 20,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดการใช้พลังงาน และก้าวสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวได้เร็วขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ และปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้วิสัยทัศน์ “AI² หรือ AI ยกกำลังสอง”ด้วยการผสานพลังระหว่าง Artificial Intelligence และ Agriculture Industry หรืออุตสาหกรรมเกษตร เพื่อยกระดับภาคเกษตรแปรรูปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงเร่งลดขั้นตอนขออนุญาต ปลดล็อกกฎระเบียบ และอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ ผ่านมาตรการ Regulatory Guillotine ดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ

พลิกเกมทุนโลก! 'วราวุธ' ดันนิคมอุตสากกรรม สู่ความยั่งยืนใน I-EA-T Fair 2026

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางการลงทุนหรือ Safe Zone สำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยปัจจุบัน กนอ. ดูแลนิคมอุตสาหกรรม 84 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม 1 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด พร้อมโครงสร้างพื้นฐานมาตรฐานสากล เขตปลอดอากร และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

“ในช่วงที่หลายบริษัทกำลังทบทวนห่วงโซ่อุปทานและมองหาฐานการผลิตใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยมีจุดแข็งจากทำเลยุทธศาสตร์ ความเป็นกลาง และระบบนิคมอุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับการลงทุนระดับโลก ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนและเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ประเทศ”นายวราวุธ กล่าว

นางเมลินดา กู๊ด (Ms. Melinda Good) ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทยและเมียนมา (Division Director, World Bank Thailand and Myanmar) ร่วมสะท้อนมุมมองว่า ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ทุกประเทศกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านใหญ่ 4 มิติ ได้แก่ ดิจิทัล พลังงาน สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร

ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนต่ำอีกต่อไป แต่วัดกันที่ “ความพร้อมในการปรับตัวและยืดหยุ่นต่อแรงกระแทก” (Readiness & Resilience) โดยทุนระดับโลกจะเลือกปฏิบัติตามความพร้อมด้านกำลังคน (Talent) โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และความยั่งยืน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

ทั้งนี้ ธนาคารโลกมีความเห็นสอดคล้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมว่า “คน” คือศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่าน โดยแรงงานแห่งอนาคตต้องสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน พร้อมแสดงความมั่นใจในศักยภาพของไทยที่มีรากฐานแข็งแกร่ง ทั้งทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ และฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย โดยมองว่าความสำเร็จในทศวรรษหน้าจะวัดที่ “คุณภาพของการเติบโต” ที่กระจายประโยชน์สู่สังคมอย่างทั่วถึง

ซึ่งประเทศที่สามารถหลอมรวมขีดความสามารถ ความยั่งยืน นวัตกรรม และทุนมนุษย์เข้าด้วยกันได้ จะเป็นผู้ชนะในอนาคต และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

พลิกเกมทุนโลก! 'วราวุธ' ดันนิคมอุตสากกรรม สู่ความยั่งยืนใน I-EA-T Fair 2026

นอกจากนี้ มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การบริหารจัดการทรัพยากรและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วภายในนิคมอุตสาหกรรมแบบ Closed-Loop ภายในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง กนอ. และผู้ประกอบการรวม 24 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพึ่งพาอาศัยกันทางอุตสาหกรรม (Industrial Symbiosis)

โดยมีเป้าหมายดึงขยะและวัสดุเหลือใช้กลับเข้าสู่ระบบแปรสภาพให้ได้ราว 200,000 ตันต่อปี ช่วยยกระดับสัดส่วนเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เพิ่มขึ้น 13–16 เท่า โครงการนี้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท และจะสร้างคุณค่าตอบแทนครอบคลุม 3 มิติ คือ ด้านเศรษฐกิจ ที่ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งรวมกันหลายสิบล้านบาทต่อปี ด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 115,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป) และด้านสังคม ผ่านการสร้างงานสีเขียว (Green Jobs) ในจังหวัดระยอง พร้อมจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมยกระดับทักษะบุคลากร (HRD) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน 

สำหรับกิจกรรมในช่วงบ่ายมีการจัดเวทีเสวนาระดับนานาชาติ 3 หัวข้อสำคัญ ดำเนินรายการโดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ประกอบด้วย หัวข้อ “โอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมประเทศไทยแห่งอนาคต” โดยผู้แทนจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เลขาธิการ BOI, เลขาธิการ EEC และ ผู้ว่าการ กนอ.

ต่อด้วยหัวข้อ “Digital Industry Infrastructure: AI, Semiconductor & Smart Manufacturing” โดยผู้แทนจาก BCG (Thailand), เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ และมูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ปิดท้ายด้วยมิติแห่งความยั่งยืนหัวข้อ “Powering The Green Revolution” จากผู้แทนองค์กรชั้นนำของโลก ได้แก่ ผู้อำนวยการบริหาร Green Climate Fund (GCF), ผู้อำนวยการบริหาร UNEป และผู้แทนจาก World Bank กับ Aibel (Thailand) 

การจัดงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในครั้งนี้ มีผู้บริหาร พันธมิตร และเครือข่ายอุตสาหกรรมเข้าร่วมกว่า 400 คน จากกว่า 100 บริษัท นับเป็นหมุดหมายและพื้นที่แห่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่พร้อมพรั่งของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ที่เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในด้านเม็ดเงิน เทคโนโลยี และการรักษาสิ่งแวดล้อมบนเวทีโลกอย่างมั่นคง