วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

เกษตรฯ สั่งรับมือไต้ฝุ่น ‘บาหวี่’ เตือน 5 จังหวัดระวังน้ำท่วม

กรมอุตุฯ ประกาศเตือนมรสุมกำลังแรงถล่มไทย 10-15 กรกฎาคม นี้ ด้านกรมส่งเสริมการเกษตรสั่งเร่งระบายน้ำ-ตัดแต่งกิ่งพืช ชูใช้ชีวภัณฑ์ฟื้นฟูหลังน้ำลด

KEY POINTS

  • กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนเกษตรกรเตรียมรับมืออิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น "บาหวี่" ซึ่งจะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในช่วงวันที่ 10-15 กรกฎาคม 2569
  • ประกาศเตือน 5 จังหวัดเสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ได้แก่ ระนอง พังงา จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี
  • แม้พายุไม่ได้เคลื่อนเข้าไทยโดยตรง แต่จะทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น
  • แนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงเตรียมป้องกันความเสียหาย เช่น ตัดแต่งกิ่งไม้ และเตรียมช่องทางการระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูก

กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งแจ้งเตือนพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เตรียมความพร้อมรับมืออิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” ที่ส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 10 – 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก และเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันใน 5 จังหวัดเฝ้าระวัง ได้แก่ ระนอง พังงา จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี 

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 10 – 15 กรกฎาคม 2569 โดยเฉพาะ 5 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี ให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” แม้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย แต่จะทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมประเทศไทย มีกำลังแรงขึ้น เกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนสะสม พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวจึงควรเตรียมแปลงปลูกให้พร้อม ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

"กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งอันดามัน ร่วมกันประเมินสถานการณ์ สำรวจพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมการป้องกัน และลดผลกระทบจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” เช่น ตัดแต่งกิ่งพืชลดความเสียหายจากลมพายุ และเตรียมช่องทางการระบายน้ำออกจากพื้นที่ป้องกันน้ำขัง เป็นต้น  โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 11 – 12 กรกฎาคม 2569 ที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น" 

นอกจากนี้ พยากรณ์โดยรวมทุกภาคของประเทศไทยช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 จะมีฝนเฉลี่ยร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ ตลอดจนการพยากรณ์ในเดือนสิงหาคม 2569 จะมีฝนทั่วประเทศเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 85 ซึ่งสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อพืช ผลผลิตการเกษตร และพื้นที่แปลงปลูกได้ จึงควรเตรียมการป้องกันในระยะยาว

ทั้งนี้อิทธิพลความแปรปรวนของสภาพอากาศประกอบกับสถานการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงในปี 2569 ซึ่งอาจก่อให้เกิดฝนตกสะสมในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ดังนั้น นอกจากพี่น้องเกษตรกรไทยจะเตรียมพื้นที่รับมือก่อน และขณะเผชิญหน้ากับอิทธิพลของพายุแล้ว จะต้องพัฒนาทักษะ และศักยภาพที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวเพื่อประกอบอาชีพการเกษตรผ่านความแปรปรวนของการเกิดภัยพิบัติ สามารถฟื้นฟูพืช และพื้นที่การเกษตรหลังเผชิญภัยพิบัติให้กลับสู่สถานการณ์ปกติด้วย ได้แก่

ทักษะประเมินสภาพต้นพืช และดินปลูก องค์ความรู้ และความสามารถผลิตชีวภัณฑ์ดูแลรักษาพืชด้วยตนเองอย่างเหมาะสม ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน และศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เพื่อให้เกษตรกรร่วมปฏิบัติจริงในการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มากำจัดโรคพืช และเชื้อราเมตาไรเซียมกำจัดแมลงศัตรูพืช เป็นต้น พร้อมป้องกัน และฟื้นฟูการทำเกษตรในทุกสภาพอากาศ

สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ กรณีเกิดความเสียหายจะตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรที่เป็นปัจจุบัน เมื่อจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนขอรับการช่วยเหลือที่กำหนด ไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันเกิดภัย โดยเกษตรกรสามารถติดตามสถานะการช่วยเหลือได้ ผ่านทางเว็บไซต์ ระบบข้อมูลเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช กรมส่งเสริมการเกษตร อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรเตรียมพร้อมป้องกันภัยธรรมชาติ และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง หากต้องการคำแนะนำ และความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลในพื้นที่ทันที

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์