วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟ 'เอกชน' สวนกลับ 'เกาไม่ถูกที่คัน' หวั่นนโยบายพังเหมือนเวียดนาม

จากนโยบายของรัฐบาลโดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เตรียมปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ด้วยการรื้อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเอกชน (PPA) ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ และพลังงานลม โดยมีเป้าหมายหลักคือ การยกเลิก "สัญญาชั่วนิรันดร์" หรือสัญญาที่มีการต่ออายุอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นภาระต้นทุนระยะยาวของประเทศ

แผนการดังกล่าวระบุถึงการปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ให้เหลือเพียง 2.16 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับโครงการโซลาร์ชุมชน โดยจะบังคับใช้ทั้งกับโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว และกลุ่มที่ยังไม่ครบสัญญาแต่ดำเนินกิจการมาเกิน 10 ปี ซึ่งถือว่าคุ้มทุนแล้ว ทั้งนี้เตรียมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อแก้ไขมติเดิม ก่อนมอบหมายให้ 3 การไฟฟ้าเร่งทำสัญญาใหม่กับเอกชน เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) และค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชน 

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) โดยเฉพาะค่า AP/EP เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุด โดยยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน

แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า แนวทางดังกล่าวภาคเอกชนต้องการเห็นความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ เนื่องจากการพัฒนาโครงการในยุคแรกนั้นมีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งราคาแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และต้นทุนทางการเงิน ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

"การระบุว่าโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเกิน 10 ปีนั้นคุ้มทุนแล้ว อาจไม่เป็นจริงเสมอไปสำหรับทุกโครงการ เพราะด้วยความคุ้มทุนของแต่ละบริษัทมีเงื่อนไข และต้นทุนในอดีตที่ซับซ้อน และท้าทายกว่ายุคปัจจุบันมาก จึงอยากให้รัฐบาลเปิดเวทีพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันก่อนจะมีการบังคับใช้นโยบาย"

นอกจากนี้ ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนเพราะเชื่อมั่นในนโยบายรัฐบาลตั้งแต่แรก หากมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาในลักษณะนี้ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศ เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม จนทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น และไม่กล้าเข้ามาลงทุนต่อ

 

 

 

ในส่วนของข้ออ้างเรื่องค่า Adder ที่ทำให้ค่าไฟแพงนั้น มองว่ารัฐบาลอาจกำลังเกาไม่ถูกที่คัน เนื่องจากเมื่อนำค่า Adder มาเฉลี่ยแล้วไม่ได้สูงมากอย่างที่คิด และควรไปพิจารณาปรับปรุงในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคามากกว่า 

ขณะนี้ผู้ประกอบการยังไม่ได้รับการประสานหรือเชิญเข้าไปหารืออย่างเป็นทางการจากฝ่ายนโยบาย จึงต้องการให้มีการพูดคุยกันอย่างละเอียดเพื่อให้ได้แนวทางที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่ทำลายบรรยากาศการลงทุนในระยะยาว

จับตาสัญญาจ่อสิ้นสุด 1,512 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ สถานการณ์การเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยนั้น ประเด็นเรื่องในเรื่องของส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ของโครงการพลังงานหมุนเวียนรุ่นแรกจึงเป็นที่จับตามองอย่างมาก เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างค่าไฟฟ้าของภาคประชาชน ซึ่งยังมีกำลังผลิตที่อยู่ในระบบอีกกว่า 1,500 เมกะวัตต์ ที่ยังไม่หมดอายุสัญญา

จากข้อมูลสรุปสถานภาพการผลิตไฟฟ้าสะท้อนให้เห็นว่า โครงการที่ได้รับเงินส่วนเพิ่ม Adder ทั้งหมดมีกำลังผลิตรวม 4,108 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น

1. กลุ่มที่หมดสัญญา Adder แล้วจำนวน 2,596 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ มิ.ย.2569) ซึ่งกลุ่มนี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็น PPA แบบ 5 ปีและต่อเนื่อง โดยรับซื้อในราคาค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยแทน และ 2. กลุ่มที่ยังมีสัญญา Adder คงเหลือจำนวน 1,512 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ หากเจาะลึกรายหน่วยงานรับซื้อ จะพบว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีโครงการ Adder รวม 2,535 เมกะวัตต์ ปัจจุบันคงเหลือสัญญา Adder อีก 1,470 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยหมดสัญญาลงทั้งหมดภายในปี 2572 ขณะที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีโครงการรวม 1,573 เมกะวัตต์ แต่เหลือสัญญา Adder เพียง 42 เมกะวัตต์เท่านั้น และจะหมดสัญญาในปี 2574

ต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย 0.086 บาทต่อหน่วย

แหล่งข่าวระบุว่า ต้นทุนจาก Adder เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ถูกส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้าผ่านค่า Ft โดยจากการวิเคราะห์โครงสร้างค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในช่วงต้นปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.2568) ที่ราคา 4.15 บาทต่อหน่วย พบว่าต้นทุนจาก **SPP Adder และ VSPP Adder รวมกันอยู่ที่ 0.086 บาทต่อหน่วย

นอกจากนี้ ยังมีส่วนประกอบของค่า FiT (Feed-in Tariff) อีกประมาณ 0.078 บาทต่อหน่วย ทำให้เมื่อรวมภาระจากนโยบายรัฐด้านพลังงานหมุนเวียน (Adder + FiT) ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนส่วนนี้รวมกว่า 0.169 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นประมาณ 4.09% ของค่าไฟฟ้าทั้งหมด

ทางออกหลังหมดสัญญา "PPA 5 ปี-เปิดเสรี TPA"

ประเด็นที่กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ากำลังเร่งหารือคือ อนาคตของโรงไฟฟ้ากลุ่มที่หมดสัญญา Adder ไปแล้วจำนวน 2,596 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสัญญาแบบ 5 ปีและต่อเนื่อง มีข้อเสนอให้นำกำลังผลิตส่วนนี้มาช่วยลดค่าครองชีพประชาชน อาทิ

1. การรับซื้อต่อในราคาที่ต่ำลง โดยอาจให้เพิ่มปริมาณการขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อทำให้ราคารับซื้อรวมเฉลี่ยต่ำลงกว่าเดิม
2. การเปิดเสรีบุคคลที่สาม (TPA) เพื่อเปลี่ยนกำลังผลิต 2,596 เมกะวัตต์นี้ ให้เป็น Direct PPA สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม หรือรองรับ Data Center ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด

"การบริหารจัดการสัญญา Adder ที่กำลังจะหมดลงในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่าค่าไฟฟ้าของคนไทยจะลดลงได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ" แหล่งข่าวกล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์