นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานว่าที่ประชุม กพช. เห็นชอบ มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและลดภาระค่าครองชีพประชาชนโดยมีมติสำคัญในการปลดล็อกโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน จากเดิมที่มีการจำกัดการรับซื้อไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าน้อยมากและเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่ต้องการติดตั้ง
โดยมติใหม่จะให้ขยายเพิ่มทันทีครั้งละ 500 เมกะวัตต์ และหากมีการสมัครจนเต็มโควตาก็จะขยายต่อเพิ่มขึ้นไปอีกครั้งละ 500 เมกะวัตต์อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้หลังคาบ้านผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายคืนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด
สำหรับรายละเอียดการรับซื้อไฟฟ้านั้น ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับการที่การไฟฟ้าซื้อจากโซลาร์ฟาร์ม โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดให้เสนอขายไฟฟ้าได้ตั้งแต่หลังเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยสัญญารับซื้อจะมีระยะเวลา 10 ปี
นอกจากนี้ยังได้มีการปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตให้เหลือเพียงจุดเดียว (One Stop Service) ผ่านทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้านครหลวง
โดยหากเป็นการติดตั้งเพื่อใช้เองอย่างเดียวจะเร่งรัดให้เรียบร้อยภายใน 7 วัน และหากมีการขายไฟฟ้าคืนด้วยจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน
ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือด้านการลงทุน นายเอกนัฏกล่าวว่า กระทรวงพลังงานกำลังร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับการผ่อนชำระโซลาร์เซลล์ ซึ่งตั้งเป้าให้ยอดผ่อนจ่ายต่อเดือนมีราคาถูกกว่าค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายปกติ อีกทั้งยังสั่งการให้การไฟฟ้าเร่งศึกษาโครงการเข้าไปลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านให้ประชาชนฟรี สำหรับบ้านที่ไม่ต้องการลงทุนเอง โดยการไฟฟ้าจะขายไฟฟ้าจากโซลาร์นั้นคืนให้เจ้าของบ้านในราคาถูก เช่น ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วย
นอกจากมาตรการโซลาร์เซลล์แล้ว รัฐบาลยังได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าใหม่ (Progressive Rate) เพื่อช่วยลดค่าไฟให้แก่บ้านพักอาศัยโดยเฉพาะ โดยกำหนดให้ผู้ที่ใช้ไฟ 200 หน่วยแรก ให้มีราคาต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วยซึ่งจะส่งผลให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็นค่าไฟประมาณ 2,200 บาท ซึ่งมีจำนวนกว่า 21 ล้านครัวเรือน (หรือกว่า 90% ของประเทศ) ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง
“การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นการคำนวณภายในกลุ่มบ้านพักอาศัยเอง ไม่ใช่การให้ภาคอุตสาหกรรมมาแบกรับภาระแทน (Cross Subsidy) และจะดำเนินการต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปี เพื่อให้สะท้อนต่อบริบทการใช้ชีวิตในปัจจุบันและสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนมากที่สุด” นายเอกนัฏกล่าวทิ้งท้าย


