วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

"ช่องแคบฮอร์มุซ" ชนวนสงครามรอบใหม่อิหร่าน – สหรัฐ หวั่นลากยาวกระทบเศรษฐกิจไทย

“อัทธ์ พิศาลวานิช” นักวิชาการอิสระ ชี้ ปะทะรอบใหม่ อิหร่าน-สหรัฐ แย่งชิงอำนาจเหนือ “ช่องแคบฮอร์มุช” ดันน้ำมันพุ่ง กดดันเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง หากยืดเยื้อกดจีดีพีไทยต่ำกว่า 2%

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยถึงการโจมตีรอบใหม่ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ว่า บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) ระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพถาวร

แม้ MoU จะมีทั้งหมด 14 ข้อ แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวรได้ เนื่องจากมีการตีความเนื้อหาใน MoU แตกต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง"ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นข้อพิพาทสำคัญ

อิหร่านตีความว่า MoU รับรองสิทธิของตนในการบริหารจัดการ และกำหนดระเบียบการเดินเรือในช่องแคบ ขณะที่สหรัฐ เห็นว่า MoU เพียงกำหนดให้อิหร่านอำนวยความสะดวก และรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการยอมรับอำนาจอธิปไตยหรือสิทธิในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน

ความแตกต่างในการตีความดังกล่าวจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเจรจาหยุดชะงัก และนำไปสู่ความตึงเครียดรอบใหม่

นายอัทธ์ กล่าวว่า  สำหรับอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น "ยุทธศาสตร์ทองคำ" (Golden Weapon) หรือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการต่อรองกับสหรัฐ เนื่องจากเป็นคอขวดด้านพลังงานของโลก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1 ใน 5 ของการค้าโลก

หากการเดินเรือในช่องแคบได้รับผลกระทบ จะส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลก และแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐ

การปะทะรอบใหม่นี้สะท้อนความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐ กับอิหร่านเหนือสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านต้องการรักษาอำนาจในการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ ขณะที่สหรัฐ ยืนยันหลักเสรีภาพในการเดินเรือ และไม่ต้องการให้อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ

นอกจากนี้การกลับมาปะทะกันอีกครั้งสะท้อนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ตลาดพลังงาน และตลาดการเงินโลกกลับมาผันผวน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน แม้จะยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ขณะที่ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวลดลงจากความวิตกว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ

นายอัทธ์ กล่าวว่า  สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปี 2569 ความผันผวนของราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง อัตราเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน

โดยเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำกว่าประมาณการ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.3% และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ไว้ที่ 2.5%

แต่หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอาจต่ำกว่า 2% โดยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรก

นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความไม่ชัดเจน หลังสิ้นสุดโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" หากไม่มีมาตรการใหม่เข้ามาสนับสนุนอย่างเพียงพอ การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศอาจชะลอลง และส่งผลต่อการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน

อีกทั้ง ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง แม้ราคาน้ำมันเคยปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า แต่ราคาสินค้า และบริการจำนวนมากยังไม่ปรับลดตาม  รวมทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม

 นอกจากความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกแล้ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศ ทั้งความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการดำเนินโครงการภาครัฐ และประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนไทย และต่างประเทศในระยะต่อไป

“ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ  เป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ และนักลงทุนอย่างใกล้ชิด” นายอัทธ์ กล่าว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์