วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

'ศุภจี' กางยุทธศาสตร์แก้โจทย์หิน 'ทุนจีน' รุกไทย ชูโมเดล 'Co-Creation' ใช้วัตถุดิบในประเทศ - ถ่ายทอดเทคโนโลยี 

“ศุภจี” กางยุทธศาสตร์แก้โจทย์หิน “ทุนจีนทะลัก” เสนอโมเดล Co-Creation ดึงจีนลงทุนซัปพลายเชนไทย ชูเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยี-ใช้พันธมิตรไทยถือหุ้นใหญ่ หวังแก้ปัญหาสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า-ลดขาดดุลการค้าเรื้อรัง เดินหน้าเจรจาสหรัฐ 15-17 ก.ค.69 นี้แก้โจทย์ ม.301 - 122 เร่งเจรจา EU พร้อมเปิดตลาดตะวันออกกลาง 

KEY POINTS

  • รองนายกฯ ศุภจี เสนอโมเดลความร่วมมือแบบ “Co-Creation” เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนจากการซื้อมาขายไปสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์
  • ดึงดูดการลงทุนจากจีนโดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้ไทย
  • กำหนดให้การลงทุนจากจีนต้องเป็นรูปแบบการร่วมทุนที่ฝ่ายไทยถือหุ้นข้างมาก เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และได้รับประโยชน์สูงสุด
  • ยุทธศาสตร์นี้มุ่งแก้ปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีน ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด และการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า

ปัญหาสินค้าจีน และการลงทุนของนักลงทุนจีนที่ทะลักเข้ามาในไทยที่มีจำนวนมาก ท่ามกลางความกังวลว่าการไหลบ่าของสินค้า และการลงทุนจะสร้างผลกระทบให้กับเศรษฐกิจไทยมาก รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เสนอรูปแบบความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยเปิดรับการลงทุนจากจีนแต่ให้ใช้วัตถุดิบที่เป็นสินค้าในท้องถิ่นมากขึ้น ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตในภาคการผลิตให้กับผู้ประกอบการไทย 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ปัญหาสินค้า และทุนจีนไหลเข้าสู่ประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญว่าในปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย อย่างไรก็ตามไทยยังคงเสียเปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสินค้าจีนทะลัก และสินค้าทุ่มตลาดเข้ามาจำนวนมาก ดังนั้นในระยะต่อไปต้องเน้นการเปลี่ยนผ่านจากความสัมพันธ์ทางการค้าแบบซื้อมาขายไป ไปสู่ยุทธศาสตร์ความร่วมมือแบบ “Co-Creation” หรือการร่วมกันระหว่างสองประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มของห่วงโซ่อุปทานทั้งสองฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าทุ่มตลาด และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

  • ศึกษาแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีจีนวางกลไกร่วมมือไทย-จีน

นางศุภจี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้ทีมที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนที่นำโดย นายอาร์ม ตั้งนิรันดร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองจีน ศึกษาแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีฉบับใหม่ของจีนอย่างละเอียดถึง 3 รอบ เพื่อวิเคราะห์ทิศทางการค้า และปัญหาที่จีนกำลังเผชิญในการขยายตลาด การลงทุนรวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศไทยในระยะต่อไป ​

โดยในการพบกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเร็วๆ นี้ได้เสนอให้มีการจัดตั้งกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างสองประเทศโดยมีรองนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมกัน โดยจีนมุ่งเน้นการเป็นพันธมิตรที่คำนึงถึงระเบียบโลก (World Order) และการรักษาสมดุลทางการค้าของทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ที่ผ่านมาสิ่งที่พบก็คือ การเข้ามาลงทุนของจีนในไทยนั้นต้องยอมรับว่าพบรูปแบบที่มีการนำเอาสินค้าวัตถุดิบเข้ามาจากจีนเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าซื้อจากไทย ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องมีการแก้ไข และกำหนดเงื่อนไขให้มีการใช้สินค้าในไทยที่เป็นสินค้าจากผู้ประกอบการไทย (Local Content) รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับไทยมากขึ้น

  • ชูรูปแบบ Co-Creation สร้างร่วมมือไทย-จีน 

โดยโมเดลที่ได้นำเสนอคือ รูปแบบ “Co-Creation” โดยการดึงจีนเข้ามาลงทุนสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ในส่วนของโครงสร้างการลงทุน ต้องเป็นการร่วมทุนที่ฝ่ายไทยถือหุ้นข้างมาก เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน นอกจากนั้นจีนจะต้องมีพันธสัญญาในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตให้กับบุคลากรไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

  • ชี้แก้ทั้งปัญหาขาดดุล-สวมสิทธิสินค้า

ส่วนเงื่อนไขของเรื่องการใช้วัตถุดิบ และสินค้าจากผู้ประกอบการไทย (Local Content)ในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น ซึ่งหากแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้จะเหมือนกับการแก้ปัญหาหลายส่วนไปด้วยกันทั้งเรื่องการขาดดุลการค้าที่เราขาดดุลการค้าจากจีนมาก การแก้ปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า ที่มีข้อสงสัยว่าสินค้าบางกลุ่มอาจเป็นการนำเข้าจากจีนมาประกอบเพียงเล็กน้อยในไทยแล้วส่งออก

ดังนั้นหากสามารถเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมจากการซื้อมาขายไปเป็นการลงทุนผลิตร่วมกันกับจีน จะช่วยพิสูจน์ได้ว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดในไทยจริง จึงถือเป็นโมเดลที่แก้ไขปัญหาในหลายๆ ประเด็นไปพร้อมกันได้ 

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้รวบรวมฐานข้อมูลการเจรจา (Pending Issues) จากทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก เพื่อให้สามารถดึงข้อมูลมาประกอบการเจรจาได้ทันทีภายในไม่กี่นาที ช่วยให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Co-Creation มีประสิทธิภาพ และเท่าทันสถานการณ์โลกได้ 

“ยุทธศาสตร์นี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทของไทยจากการเป็นเพียงตลาดรองรับสินค้าจีน สู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ร่วมกันผลิต และเติบโต ซึ่งจะช่วยลดดุลการค้า และแก้ปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้าไทย รวมทั้งแก้ปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าได้” นางศุภจี กล่าว

  • เจรจาสหรัฐ 15-17 ก.ค.69 แก้โจทย์ ม.301 - 122 

สำหรับการเจรจาการค้ากับต่างประเทศในปัจจุบันมีโจทย์เรื่องการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความซับซ้อน ทำให้การเจรจาการค้ามีความยากขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทำให้ในการเจรจาต้องมีการวางแผนการเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์

ส่วนประเด็นเรื่องมาตรา 301 และมาตรา 122 ที่สหรัฐเปิดไต่สวนการส่งออกสินค้าจากไทยนั้นได้เตรียมจะเดินทางไปชี้แจงกับสหรัฐในวันที่ 15-17 ก.ค.นี้ เพื่อเจรจาหาข้อสรุปในเรื่องนี้ โดยถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการส่งออกของไทย โดยกฎหมายภาษีศุลกากร ของสหรัฐอเมริกา ในมาตรา 122 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ (Trade Act of 1974) จะหมดอายุลงแล้วในวันที่ 24 ก.ค.69 นี้ การเจรจาต้องมุ่งเน้นการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น

สำหรับประเด็นสำคัญในการไต่สวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐ นั้นครอบคลุม 2 เรื่องหลักคือ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และแรงงานบังคับ โดยในเรื่องนี้สหรัฐแสดงความกังวลว่าไทยเป็นเพียงทางผ่าน โดยนำสินค้าจากจีนมาตกแต่งเพียงเล็กน้อยแล้วส่งออก (Circumvention) ซึ่งไทยได้ยื่นผลพิสูจน์ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เครื่องจักร (Machinery), ยานยนต์ (Automotive) และผลิตภัณฑ์ยาง พบว่ามีสัดส่วนการผลิตจริงในประเทศสูงถึง 70-90% และไม่มีรายการใดที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 60%

ส่วนประเด็นที่มาจากเรื่องภาษีแรงงานบังคับในปัจจุบันไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษี 12.5% เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนในการห้ามรับสินค้าจากแรงงานบังคับ ขณะที่มาเลเซียเสียเพียง 10% เพราะมีการเซ็นความตกลงล่วงหน้าไปแล้ว ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการอุทธรณ์โดยระบุว่ากำลังเร่งออกกฎหมายรองรับ และพิสูจน์ได้ว่าในกระบวนการผลิตของไทยไม่มีแรงงานบังคับจริง

นอกจากนี้ไทยได้เตรียมข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองในการเจรจา โดยชี้ให้เห็นว่าดุลการค้าที่ไทยได้เปรียบสหรัฐ จนขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 7 นั้น กว่า 30% เป็นผลผลิตจากบริษัทของสหรัฐ ที่ตั้งฐานการผลิตอยู่ในไทยแล้วส่งกลับไปยังสหรัฐ

  • เสนอรายงาน 6 กลุ่มสินค้าควรได้เว้นภาษี

นอกจากนี้ยังได้เสนอรายการสินค้าประมาณ 6 กลุ่ม (Exempt List) ที่ควรได้รับการยกเว้นภาษี โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ เนื่องจากเป็นสินค้าที่สหรัฐ ไม่ได้ปลูกเอง และการเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาอาหาร และค่าครองชีพของประชาชนอเมริกัน

“เราจะบอกเขาเลยว่าสิ่งที่คุณกำลังทำ กำลังทำให้สินค้าอเมริกันที่คุณผลิตเองในประเทศไม่ได้ หรือคุณไม่สามารถทดแทนได้ทันที มีราคาสูงขึ้นนะ และมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ จากตัวชี้วัดเศรษฐกิจของเขาเอง” นางศุภจีกล่าวถึงหัวใจสำคัญของการสื่อสารกับฝ่ายสหรัฐ การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อขจัดความไม่แน่นอนทางการค้า และรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาคธุรกิจไทย

สำหรับความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) นางศุภจี กล่าวว่า ขณะนี้เหลือประเด็นค้างอีก 9 บท โดยจะสามารถเจรจาต่อได้ในเดือนกันยายน ปีนี้โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในการเจรจารอบนี้จะพยายามผลักดันให้เกิดความก้าวหน้ามากที่สุด พร้อมกันนี้ยังเร่งผลักดันการทำสัญญาการค้ากับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อเปิดประตูการขายสินค้าไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญกับประเทศไทย

“แม้ในปัจจุบันภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังคงมีความขัดแย้งหรือการสู้รบกันอยู่ แต่ในที่สุดสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือหากยังยืดเยื้อ ไทยก็ควร หาช่องทาง และวิธีการค้าขายกับภูมิภาคนี้ให้ได้เพื่อสร้างโอกาสขยายตลาดในอนาคต” นางศุภจี กล่าว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์