วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สมาคมเหล็ก EAF แนะรัฐขยายผลบังคับ มอก. 'เหล็กลวด' สู่มาตรฐานสากล

ประเทศไทยไทยกำลังเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กครั้งใหญ่ หลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นก่อสร้าง โดยจำกัดการผลิตเหล็กข้ออ้อยให้ใช้เฉพาะกระบวนการผลิตจากเตา EAF และ BOF พร้อมยกระดับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง 

หวังยกระดับความปลอดภัยของงานก่อสร้างและสร้างความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางแนวโน้มทั่วโลกที่ทยอยเลิกใช้เตา IF โดยล่าสุดหลายประเทศในอาเซียนทั้งเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานการผลิตเหล็กที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค

นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร นายกสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าการยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างในประเทศไทยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมเหล็กกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยทางคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้มีมติใหม่ในการปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค

คุมเข้ม "เหล็กข้ออ้อย" จำกัดเฉพาะเตา EAF และ BOF

ประเด็นหลักของการเปลี่ยนแปลงคือการกำหนดกรรมวิธีการผลิตในมาตรฐาน มอก. โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1. มอก. 20 (เหล็กเส้นกลม) ยังคงอนุญาตให้ผลิตได้จาก 3 ประเภทเตา คือ เตาอาร์คไฟฟ้า (EAF), เตาเบสิกออกซิเจน (BOF) และเตาอินดักชั่น (IF)

2. มอก. 24 (เหล็กข้ออ้อย หรือ Deformed Bar) มติ กมอ. กำหนดให้จำกัดกระบวนการผลิตเหลือเพียง 2 ประเภท คือ BOF และ EAF เท่านั้น

นอกจากนี้ ทุกกระบวนการผลิตจะต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace - LF) เพื่อควบคุมคุณภาพความบริสุทธิ์ของเนื้อเหล็ก เนื่องจากเหล็กข้ออ้อยถือเป็นโครงสร้างหลักที่ใช้ในการรับน้ำหนักของสิ่งปลูกสร้าง เช่น ตึกสูง สะพาน และรถไฟฟ้า ซึ่งมีความสำคัญต่อความปลอดภัยในระดับวิกฤต (Critical Application)

เปิดผลทดสอบทางเทคนิค "ต้องคุมเตา IF"

นายชัยเฉลิม ระบุว่า การควบคุมที่ต้นทางหรือกระบวนการผลิต (Process Control) มีความสำคัญกว่าการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเตาประเภท Induction Furnace (IF) มีข้อจำกัดทางเทคนิคในการกำจัดสารมลทินออกจากเศษเหล็ก โดยมีการอ้างอิงผลการทดสอบจากมหาวิทยาลัยในมาเลเซียที่เปรียบเทียบเหล็กจากเตา IF, EAF และ BOF พบข้อบกพร่องในเหล็กจากเตา IF ดังนี้

1. ส่วนผสมทางเคมี พบค่าคาร์บอนเกินสเปกถึง 12.5% ในขณะที่เตา EAF และ BOF อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

2. ความสะอาด พบสารมลทินที่ไม่ใช่โลหะ (Non-metallic Inclusion) ฝังในเนื้อเหล็กขนาดใหญ่กว่าเตาประเภทอื่นถึง 10 เท่า

3. ความเหนียว ผลทดสอบแรงกระแทก (Impact Test) พบว่าเหล็กจากเตา IF มีลักษณะการแตกหักแบบเปราะ (Brittle Fracture) ถึง 67% ในขณะที่ EAF และ BOF มีความเหนียวตามมาตรฐาน

"เหล็กมันอยู่ในปูนอยู่แล้วอยู่เลย เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเส้นที่ไม่ได้ถูกสุ่มตรวจจะผ่านมาตรฐานหรือไม่ การคุมกระบวนการผลิตที่ต้นทางจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรง" นายชัยเฉลิม กล่าว

 

เทรนด์โลกและอาเซียนมุ่ง Localization

การขยับตัวของไทยในครั้งนี้สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป ที่ไม่มีการใช้เตา IF ผลิตเหล็กเส้นแล้ว แม้แต่ในอาเซียนอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อเลิกใช้ (Phase out) เตา IF เช่นกัน ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ก็ได้ยกเลิกการใช้เตา IF ในระบบไปก่อนหน้านี้แล้วหลังพบปัญหาด้านคุณภาพ

สำหรับสถานการณ์ในไทย ปัจจุบันมีโรงงานที่ใช้เตา EAF ผลิตเหล็กเส้นประมาณ 10 โรง โดยสมาคมฯ มีสมาชิก 6 บริษัท มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 5 ล้านตัน และมีการจ้างงานรวมกว่า 10,000 ตำแหน่ง

จี้รัฐบาลคุม "เหล็กลวด" ต่อเนื่อง

ในระยะถัดไป นายชัยเฉลิม เสนอว่าภาครัฐควรพิจารณาปรับปรุงมาตรฐานเหล็กลวด (Wire Rod) ให้เป็นมาตรฐานบังคับทุกประเภท จากปัจจุบันที่มีการบังคับเฉพาะเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) แต่เหล็กลวดคาร์บอนสูง (High Carbon) และเหล็กลวดสำหรับงานเย็น (CHQ) ยังไม่เป็นมาตรฐานบังคับ ซึ่งเสี่ยงต่อการนำไปใช้ผิดประเภทและส่งผลต่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ มติใหม่ของ กมอ. จะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) เป็นเวลา 30 วัน ก่อนจะนำเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้ต่อไป สมาคมฯ หวังว่ากระบวนการนี้จะดำเนินไปอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย