วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'สิริพงศ์' รับแตะเบรกลงทุน 'แลนด์บริดจ์' ลุยฟังความเห็นอีก 1 ปี

“สิริพงศ์” ยอมรับแตะเบรกลงทุน “แลนด์บริดจ์” และ พ.ร.บ. SEC ลุยตั้งคณะกรรมการรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนประกอบผลการศึกษา สนข. คาดใช้เวลาหาข้อสรุปภายใน 1 ปี ยืนยันไม่ใช่การล้มโครงการ แต่รอฟังเสียงประชาชน เพื่อเดินหน้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความเข้าใจร่วมกัน และหาทางออกที่เหมาะสม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) โดยระบุว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมจะยังไม่เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ รวมไปถึงร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และยังไม่มีกำหนดจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เนื่องจากกระทรวงฯ ต้องการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านขึ้น เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ตัวแทนภาครัฐ ภาคประชาชน และฝ่ายบริหาร โดยมีตนเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ก่อนนำผลที่ได้มาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

“กระทรวงฯ ยังไม่ได้จะยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ แต่เป็นการชะลอเสนอเข้า ครม. เพราะต้องการศึกษาข้อมูล รับฟังความเห็นจนกว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันทุกฝ่าย ซึ่งจะนำมาประกอบกับผลการศึกษาของ สนข.ที่ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้ และเปิดกว้างต่อการปรับรูปแบบพัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์อนาคตด้วย ซึ่งคาดว่าจะรับฟังความเห็นและสรุปผลได้ภายใน 1 ปีนี้ หรืออย่างน้อยจะมีแนวทางดำเนินการที่ชัดเจนภายในรัฐบาลนี้”

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า การชะลอโครงการครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกผลการศึกษาที่จัดทำไว้ทั้งหมด เนื่องจากข้อมูลและผลการศึกษาที่ผ่านมาเปรียบเสมือนโครงสร้างหลักของบ้าน แม้จะมีการปรับปรุงหรือออกแบบใหม่ ก็ยังสามารถนำข้อมูลเดิมมาใช้ประกอบการพิจารณาได้ เพียงแต่จะต้องนำมาหารือร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความเข้าใจร่วมกัน และหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้ว แต่จากเสียงสะท้อนที่ได้รับก็พบว่ายังมีความจำเป็นต้องขยายกระบวนการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ก่อนกำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะต่อไป อีกทั้งการทบทวนโครงการครั้งนี้ เพราะสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานของโลก ทำให้รัฐบาลต้องกลับมาประเมินว่าถึงเวลาหรือไม่ที่ประเทศไทยควรเพิ่มทางเลือกด้านการขนส่งสินค้า