วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ใช้จ่ายสะพัด 6 หมื่นล้าน หนุน SME ใช้ AI วิเคราะห์ยอดขาย

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในช่วงเดือน มิ.ย. 2569 ซึ่งเป็นเดือนแรกของการดำเนินโครงการ มีประชาชนเข้ามาใช้สิทธิสูงถึง 25.69 ล้านราย หรือคิดเป็น 99% จากผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 26.04 ล้านราย ซึ่งเป็นการใช้จ่ายกับร้านค้ารายย่อยที่ร่วมโครงการทั่วประเทศกว่า 1.08 ล้านราย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 43,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากข้อมูลอัปเดตล่าสุด ณ วันที่ 7 ก.ค. 2569 เวลา 23.00 น. โครงการไทยช่วยไทยพลัสนี้สามารถขับเคลื่อนยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 60,518 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

  • เงินที่ประชาชนจ่ายเอง 25,666 ล้านบาท แบ่งเป็น การใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 24,903 ล้านบาท และแพลตฟอร์มสั่งอาหารเดลิเวอรี 763 ล้านบาท
  • เงินที่รัฐบาลอุดหนุนร่วมจ่าย 34,852 ล้านบาท แบ่งเป็น การใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 33,872 ล้านบาท และแพลตฟอร์มสั่งอาหารเดลิเวอรี 980 ล้านบาท

ดึง AI ‘นกกระซิบ’ คู่คิดร้านค้ารายย่อย

ทั้งนี้ อีกหนึ่งมิติสำคัญของโครงการที่กระทรวงการคลังนำมาใช้ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน คือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้ชื่อ "นกกระซิบ" มาบรรจุไว้ในแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้กับพ่อค้าแม่ค้า

ฟีเจอร์นี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ตอบคำถามโครงการรัฐ แต่ยังสามารถสรุปและวิเคราะห์ยอดขายอัตโนมัติ แจ้งช่วงเวลาที่ลูกค้าหนาแน่น ช่วยวางแผนสต็อกสินค้า รวมถึงติดตามราคากลางวัตถุดิบจากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อประเมินต้นทุนและกำไรเบื้องต้น ทำให้การบริหารธุรกิจรายย่อยมีความแม่นยำระดับมืออาชีพ

โดย สถิติ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 พบว่า มีร้านค้าเข้าใช้งานแชตบอต "นกกระซิบ" แล้วกว่า 6.4 แสนราย โดยเป็นกลุ่มร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านค้าขนาดเล็ก เข้ามาใช้งานมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอีก 4.4 แสนราย ที่ใช้ฟีเจอร์วิเคราะห์ยอดขาย (Sales Insight) อย่างต่อเนื่อง

"การใช้เครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยจัดเก็บข้อมูลรายได้ของร้านค้าให้เป็นระบบ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญในการนำไปต่อยอด เพื่อขอสินเชื่อหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้นในอนาคต"

กทม.แชมป์เงินสะพัด

นอกจากนี้ ข้อมูลการใช้จ่ายของโครงการยังพบว่า 76% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด พุ่งเป้าไปที่ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านธงฟ้า และบริการฟู้ดเดลิเวอรี สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ซึ่งตอบโจทย์เป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการบรรเทาภาระค่าครองชีพอย่างตรงจุด

ด้านการกระจายตัวของเม็ดเงินสู่ภาคธุรกิจ ปัจจุบันมีร้านค้าที่พร้อมให้บริการกว่า 1.08 ล้านราย โดยเม็ดเงินได้กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ดังนี้

กลุ่มเมืองหลัก 22 จังหวัด กวาดเม็ดเงินไป 37,682 ล้านบาท คิดเป็น 62% ของยอดรวม

โดย 5 จังหวัดที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่

  • กรุงเทพมหานคร
  • ชลบุรี
  • สมุทรปราการ
  • ปทุมธานี
  • นนทบุรี

กลุ่มเมืองรอง 55 จังหวัด มียอดใช้จ่าย 22,836 ล้านบาท คิดเป็น 38% ของยอดรวม นำโดย นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี อุดรธานี ราชบุรี และเชียงราย

โฆษกกระทรวงการคลังย้ำว่า เม็ดเงินเหล่านี้เปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ทำให้ร้านค้าสามารถสั่งซื้อวัตถุดิบและรักษาการจ้างงานไว้ได้ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังระบบเครือข่ายการผลิตและการขนส่ง (Supply Chain) ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ขยายตัวตามไปด้วย