“เอกนิติ” ย้ำความจำเป็นใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านหลังเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ ชี้ 2 เดือนไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 5 แสนล้าน หลังราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ชี้หากศาลไม่สั่งระงับการใช้เงินกู้ พร้อมเดินหน้าใช้ในการลงทุน 3 ด้านทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขนส่ง และเตรียมความพร้อมบุคลากร เพิ่มขีดแข่งขันไทย
KEY POINTS
- เอกนิติชี้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาทใน 2 เดือนล่าสุด ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเป็นผู้นำเข้าพลังงาน
- นายเอกนิติชี้ว่าการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงทำให้ประเทศเสี่ยงต่อวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
- รัฐบาลเตรียมใช้เงินกู้เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพลังงานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การส่งเสริมพลังงานสะอาด, การเปลี่ยนผ่านด้านขนส่งไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาทักษะบุคลากร
วันนี้ (4 ก.ค.) ที่รร.รอยัลริเวอร์ ในงานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติครบรอบ 29 ปี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน ตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังว่าขณะนี้ พ.ร.ก.ถือว่ามีผลบังคับใช้และรัฐบาลได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันทีเพราะหากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป อาจเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น ดังนั้นการใช้เงินตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนกว่า 10% ของจีดีพีซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนล่าสุด ไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เห็นถึงความจำเป็นว่าประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งวิกฤตค่าครองชีพในอนาคต
นายเอกนิติ กล่าวว่าการรัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลักและพร้อมเดินหน้าต่อทันทีหากคำพิพากษาของศาลไม่ได้สั่งระงับการดำเนินการ
ได้แก่ 1.) การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น แสงแดด โซลาร์เซลล์ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ (Net Metering) ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้า และการขายไฟฟ้าคืนในระบบได้
2.) การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation) โดยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดยเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่ง หรือใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล (น้ำมันบนดิน)
3.) การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากรที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะ และพัฒนาคนไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้แรงงานไทยเก่งขึ้นและมีรายได้สูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
นอกจากนี้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานนอกจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. รัฐบาลจะใช้การระดมทุนในรูปแบบต่างๆเช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้า แทนการกู้เงินโดยตรง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ
นอกจากนี้จะมีการใช้เม็ดเงินจากกองทุนพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยเสริมในการปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาด
“การเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเยียวยาในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป” นายเอกนิติ กล่าว





