วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ผ่างบปี 70 เปิดแผลคลังจัดงบฯตามความจริง ลดขาดดุล ดึงเงินนอกงบอุ้มเศรษฐกิจ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิปรายสรุปร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อนลงมติในวาระที่ 1 โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้ตั้งใจจัดทำงบประมาณรูปแบบใหม่ที่เน้นความโปร่งใส ยอมรับข้อจำกัดทางการคลังตามความเป็นจริง

ยอมเปิดแผลคลัง จัดงบตามจริง 

นายเอกนิติ อธิบายว่า ที่ผ่านมามักมีการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำไม่เต็มจำนวน หรือมีการซ่อนรายจ่ายบางส่วนไว้ ทำให้ในท้ายที่สุดต้องไปดึง "เงินคงคลัง" ซึ่งเป็นเสมือนเงินออมของประเทศมาใช้ แต่สำหรับงบปี 2570 รัฐบาลเลือกที่จะนำรายจ่ายประจำและงบสวัสดิการที่เคยซ้ำซ้อนมาตั้งไว้ในงบประมาณให้ตรงกับความเป็นจริง เพื่อให้ฐานะการคลังมีความโปร่งใสและแก้ปัญหาได้ถูกจุด

ผลจากการปรับโครงสร้างนี้ ทำให้ตัวเลขงบลงทุนดูเหมือนปรับลดลงไปประมาณ 70,000 ล้านบาท แต่แท้จริงแล้วคือการจัดระเบียบตัวเลขงบประมาณให้ถูกต้องตามหลักวินัยการเงินการคลัง

กางแผนหั่นขาดดุลต่ำกว่า 3%

ในส่วนของการขาดดุลงบประมาณ นายเอกนิติ ยอมรับว่าในปี 2569 ประเทศต้องเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ส่งผลให้การขาดดุลพุ่งสูงถึง 4.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งสร้างแรงกดดันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก

ดังนั้น ในปี 2570 รัฐบาลจึงวางแผนลดการขาดดุลลงมาอยู่ที่ 3.9% ของจีดีพี และได้ประกาศแผนความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง โดยตั้งเป้าหั่นการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 ซึ่งความชัดเจนนี้จะช่วยเรียกความเชื่อมั่น คุมต้นทุนทางการเงินของทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกระดับความโปร่งใส ด้วยการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณในรูปแบบไฟล์ Excel ที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้ เพื่อให้สภา สื่อมวลชน นักวิชาการ และประชาชน ตรวจสอบการใช้เงินภาษีได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น

ดึงเงินนอกงบอุ้มเศรษฐกิจ 

รองนายกฯ และ รมว.คลัง ย้ำว่า แม้เม็ดเงินงบประมาณจะมีจำกัด แต่รัฐบาลไม่ได้หยุดการลงทุน โดยจะเปลี่ยนวิธีระดมทุนไปใช้เครื่องมือนอกงบประมาณแทน เช่น งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจวงเงิน 270,000 ล้านบาท การดึงเอกชนร่วมลงทุน (PPP) รวมถึงการเร่งปลดล็อกกฎเกณฑ์เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริงผ่านการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อีกกว่า 900,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นไปที่โครงการโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) พลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ และเซมิคอนดักเตอร์

สำหรับวิกฤตระยะสั้นอย่างปัญหาค่าครองชีพและเงินเฟ้อ รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย" เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ปัญหาเศรษฐกิจลุกลามไปสู่การเลิกจ้าง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ชื่อว่า "นกกระซิบ" เข้ามาเป็นผู้ช่วยพ่อค้าแม่ค้าในการทำบัญชี วิเคราะห์ต้นทุน และช่วยเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐให้ง่ายขึ้น

เป้าหมาย 12 ปี ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง 

เป้าหมายหลักของการบริหารงานในภาวะที่งบประมาณจำกัด คือการใช้งบให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ และคนตัวเล็ก พร้อมกับวางรากฐานทักษะดิจิทัล เพื่อนำพาคนไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่

นายเอกนิติ ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะปานกลางที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้เกิน 3% และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี โดยจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรระดับโลกอย่างธนาคารโลก (World Bank) เพื่อพาประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น "ประเทศที่มีรายได้สูง" ให้สำเร็จภายใน 12 ปีข้างหน้า และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ