รัฐบาลจัดสรรงบประมาณปี 2570 ให้รัฐวิสาหกิจ 23 แห่ง รวม 135,154.3 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 9% พบว่างบประมาณกว่า 38.3% หรือ 51,744.4 ล้านบาท ถูกนำไปใช้เพื่อชำระหนี้สินสะสมจากนโยบายในอดีต ผ่าน 5 รัฐวิสาหกิจ และการจัดสรรงบยังไม่สอดคล้องกับความจริง
KEY POINTS
- รัฐบาลจัดสรรงบประมาณปี 2570 ให้รัฐวิสาหกิจ 23 แห่ง รวม 135,154.3 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 9%
- งบประมาณกว่า 38.3% หรือ 51,744.4 ล้านบาท ถูกนำไปใช้เพื่อชำระหนี้สินสะสมจากนโยบายในอดีต
- การชำระหนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 5 รัฐวิสาหกิจหลัก ได้แก่ ธ.ก.ส., รฟท., รฟม., ขสมก. และการเคหะแห่งชาติ
- รฟม., ธ.ก.ส. และ รฟท. เป็น 3 หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด รวมกันคิดเป็นเกือบ 70% ของงบรัฐวิสาหกิจทั้งหมด
รัฐวิสาหกิจถือว่าเป็นอีกภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีวงเงินลงทุนประมาณปีละ 2-3 แสนล้านบาท ยังมีงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับรัฐวิสาหกิจ สำหรับเป็นงบประมาณในการบริหารงานด้านบุคลากร และการชำระหนี้คงค้าง
ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กับรัฐวิสาหกิจทั้ง 23 แห่งนี้ รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 135,154.3 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 13,398.6 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 9% โดยงบประมาณส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 3 อันดับแรก คือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้รับงบประมาณรวมกันคิดเป็น 69.9% ของงบประมาณรัฐวิสาหกิจทั้งหมด
ทั้งนี้การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 มีประเด็นที่น่าสนใจและข้อสังเกตสำคัญจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ได้แก่ งบประมาณส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อชดเชยหนี้สะสมจากนโยบายในอดีต มากกว่าการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคต โดยในปี 2570 งบประมาณส่วนใหญ่ของรัฐวิสาหกิจกลุ่มหลักถูกนำไปใช้เพื่อชำระหนี้ภาครัฐ (Debt Repayment) ซึ่งเป็นภาระหนี้สะสมจากนโยบายในอดีต
โดยงบชำระหนี้โดยรวมมีวงเงินสูงถึง 51,744.4 ล้านบาท หรือ 38.3% ของงบรัฐวิสาหกิจทั้งหมด โดยโครงสร้างการจัดสรรเช่นนี้สะท้อนว่ารัฐวิสาหกิจเหล่านี้กำลังใช้เงินภาษีเพื่อล้างหนี้ในอดีตมากกว่าการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ในอนาคต ซึ่งกระจุกตัวอยู่ใน 5 หน่วยงาน ดังนี้
1.ธ.ก.ส.ได้รับงบรวม 35,984.7 ล้านบาท เป็นงบชำระหนี้ 27,149.4 ล้านบาท คิดเป็น 75.5% ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร เพื่อชดเชยต้นทุนจากนโยบายกึ่งการคลัง เช่น การแทรกแซงราคาและการพักหนี้เกษตรกร ซึ่ง PBO แนะนำให้ ปรับบทบาท ธ.ก.ส. ไปสู่การเป็นสถาบันปล่อยสินเชื่อเพื่อเทคโนโลยีเกษตรขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนแทนการอุดหนุนแบบเดิม
2.รฟท.ได้รับงบรวม 17,966.8 ล้านบาท เป็นงบชำระหนี้ 11,603.9 ล้านบาท คิดเป็น 64.6% ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร เนื่องจากมีผลขาดทุนสะสมสูงและกระแสเงินสดไม่พอชำระหนี้ อีกทั้งการขนส่งสินค้าทางรางยังไม่บรรลุเป้าหมาย
3.ขสมก.ได้รับงบรวม 4,173.0 ล้านบาท เป็นงบชำระหนี้ 2,332.9 ล้านบาท คิดเป็น 55.9% ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร จากภาวะขาดทุนเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง เผชิญภาวะ ขาดทุนเชิงโครงสร้าง จากจำนวนบุคลากรต่อรถโดยสารที่สูง (4.43 คนต่อคัน) และรถเก่ากว่า70% ทำให้ต้องพึ่งพางบประมาณอุดหนุนต่อเนื่อง
4.รฟม.ได้รับงบรวม 40,523.7 ล้านบาท เป็นงบชำระหนี้ 10,601.4 ล้านบาท คิดเป็น 26.2%) ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร โดยงบส่วนที่เหลือ 73.8% เป็นการลงทุนพัฒนาโครงข่ายระบบราง
และ 5.การเคหะแห่งชาติ ได้รับงบรวม 546.6 ล้านบาท แบ่งเป็นงบชำระหนี้ 56.8 ล้านบาท คืดเป็น 10.4% ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร
ทั้งนี้ PBO ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า การแก้ปัญหาหนี้สินสะสมของรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับ
1.รื้อโครงสร้าง ขสมก. โดยรัฐบาลควรเข้ามากำกับแผนฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด ทั้งการปรับโครงสร้างบุคลากรและหนี้สิน โดยกำหนดเส้นตายให้ชัดเจนเพื่อยุติการพึ่งพางบประมาณในระยะยาว
2.บูรณาการการขนส่ง โดยเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างโครงข่ายหลัก (ราง) และระบบขนส่งรอง (Feeder) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้นและคุ้มค่าต่อการลงทุนทางการคลัง
3.การจัดการหนี้ รฟท. โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการจัดการหนี้สะสมก้อนใหญ่ที่เบียดบังงบประมาณส่วนอื่น
4.ทบทวนสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความไม่สมดุลเช่น ระบบรางได้รับงบประมาณถึงกว่า 58,490 ล้านบาท 93.3% แต่มีสัดส่วนผู้โดยสาร 38.7% ขณะที่รถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) ได้รับงบประมาณเพียง 4,173 ล้านบาท 6.7% ทั้งที่มีสัดส่วนผู้โดยสารสูงถึง 48.4%
สำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 23 แห่งที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้แก่
- การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.): 40,523.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,351.1 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6.2%)
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.): 35,984.7 ล้านบาท ลดลง 12,155.0 ล้านบาท (ลดลง 25.2%)
- การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.): 17,966.8 ล้านบาท ลดลง 1,451.8 ล้านบาท (ลดลง 7.5%)
- บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.): 8,784.1 ล้านบาท ลดลง 50.6 ล้านบาท (ลดลง 0.6%)
- การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.): 5,950.2 ล้านบาท ลดลง 132.0 ล้านบาท (ลดลง 2.2%)
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): 5,756.8 ล้านบาท ลดลง 439.9 ล้านบาท (ลดลง 7.1%)
- องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.): 4,173.0 ล้านบาท ลดลง 724.7 ล้านบาท (ลดลง 14.8%)
- การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.): 3,445.7 ล้านบาท ลดลง 316.4 ล้านบาท (ลดลง 8.4%)
- ธนาคารออมสิน: 2,451.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 933.4 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 61.5%)
- การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.): 2,238.9 ล้านบาท ลดลง 414.7 ล้านบาท (ลดลง 15.6%)
- องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย: 2,202.4 ล้านบาท ลดลง 382.1 ล้านบาท (ลดลง 14.8%)
- องค์การจัดการน้ำเสีย: 1,736.8 ล้านบาท ลดลง 230.8 ล้านบาท (ลดลง 11.7%)
- องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.): 794.8 ล้านบาท ลดลง 365.2 ล้านบาท (ลดลง 31.5%)
- สถาบันการบินพลเรือน: 656.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 348.5 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 113.0%)
- สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.): 649.1 ล้านบาท ลดลง 188.7 ล้านบาท (ลดลง 22.5%)
- การเคหะแห่งชาติ (กคช.): 546.6 ล้านบาท ลดลง 461.5 ล้านบาท (ลดลง 45.8%)
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.): 493.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 493.4 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 100.0% เนื่องจากปีก่อนหน้าไม่ได้รับจัดสรร)
- ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมฯ (ธพว.): 270.3 ล้านบาท ลดลง 7.7 ล้านบาท (ลดลง 2.8%)
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์: 164.0 ล้านบาท ลดลง 45.9 ล้านบาท (ลดลง 21.9%)
- การยางแห่งประเทศไทย: 131.6 ล้านบาท ลดลง 56.4 ล้านบาท (ลดลง 30.0%)
- องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้: 110.3 ล้านบาท ลดลง 46.2 ล้านบาท (ลดลง 29.5%)
- องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.): 65.1 ล้านบาท ลดลง 36.1 ล้านบาท (ลดลง 35.7%)
- บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT): 58.1 ล้านบาท ลดลง 19.4 ล้านบาท (ลดลง 25.0%)





