วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

3 รัฐวิสาหกิจ 'คมนาคม' ขาดทุน วัดฝีมือรัฐบาล 'อนุทิน' แก้วิกฤติ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงเป้าหมายการผลักดันหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคมให้พ้นภาวะขาดทุน โดยระบุว่า ปัจุบันรัฐวิสาหกิจที่ยังเผชิญปัญหาขาดทุนสะสม ได้แก่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยกระทรวงคมนาคมภายใต้รัฐบาลนี้มีเป้าหมายผลักดันให้ทุกหน่วยงานเร่งหารายได้นอกเหนือจากธุรกิจหลัก (Non - Core) หารายได้จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งลดต้นทุนการบริหารจัดการให้ยั่งยืนมากขึ้น

ในส่วนของ บขส.คาดว่าจะเป็นองค์กรแรกที่จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นและพ้นภาวะขาดทุนที่มีมานานได้ เนื่องจากปัจจุบัน บขส.มีแผนหารายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผลการดำเนินงานขาดทุนประมาณ 140 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุนประมาณ 212 ล้านบาท โดยปัจจุบัน บขส.มีแผนนำพื้นที่เชิงพาณิชย์อู่จอดรถมาหารายได้ เปิดให้เอกชนเช่าพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้มากขึ้น อีกทั้งปัจจัยสำคัญของแผนหารายได้ บขส.กำลังจะนำเส้นทางเดินรถที่ไม่ได้เดินรถเอง มาเปิดให้เอกชนดำเนินการ และจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทาง แนวทางนี้ก็จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ หาก บขส.เพิ่มแนวทางหารายได้ให้มากขึ้น ประกอบกับปรับเปลี่ยนรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันที่มีต้นทุนสูงมาใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) ที่ลดต้นทุนพลังงานได้ราว 20-30% ก็จะทำให้ บขส.สามารถลดรายจ่ายไปจำนวนมาก เมื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้ บขส.เป็นองค์กรที่พ้นภาวะขาดทุนได้ ซึ่งเชื่อว่า บขส.จะเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจแรกของกระทรวงคมนาคมที่สามารถพลิกกลับมาสร้างกำไรภายในรัฐบาลนี้

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขสมก. เป็นอีกหนึ่งรัฐวิสาหกิจที่เผชิญภาวะขาดทุนสะสมระดับ 1 แสนล้านบาทมาหลายปี โดยตนในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ขสมก. ได้มอบนโยบายให้เดินหน้าหารายได้จากสินทรัพย์ที่มีให้มากขึ้น นำพื้นที่อู่จอดรถเมล์ที่อยู่ใจกลางพื้นที่เศรษฐกิจมาหารายได้เชิงพาณิชย์ รวมทั้งพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ปรับเปลี่ยนรถโดยสารเป็น EV และนำเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการทดแทนต้นทุนจากการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล

อย่างไรก็ดี ในเดือน มี.ค. 2570 ขสมก.จะรับมอบรถโดยสารใหม่ในโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 1,520 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้า ระยะเวลาการเช่า 7 ปี กรอบวงเงินงบประมาณ 15,355.6 ล้านบาท โดยสิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยน คือเปลี่ยนสายทางใหม่ให้สอดคล้องกับสถานีชาร์จ เปลี่ยนบทบาทให้ ขสมก. จากขนส่งหลักเป็นฟีดเดอร์รับคนมายังสถานีรถไฟฟ้า เพื่อมุ่งเชื่อมต่อล้อ ราง เรือให้ได้มากที่สุด

“ขสมก. ขาดทุนสะสมแสนกว่าล้านบาท ระยะเวลา 1-2 ปีน่าจะลำบากหน่อย แต่คิดว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ภายในรัฐบาลนี้ ด้วยการเริ่มลดต้นทุน บริหารจัดการเส้นทางเดินรถให้มีประสิทธิภาพ เน้นเชื่อมต่อระบบขนส่งอื่นๆ มุ่งหารายได้เชิงพาณิชย์จากสินทรัพย์ที่มี เพื่อเป้าหมายหยุดขาดทุนและพลิกเป็นกำไร”

ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นอีกหนึ่งรัฐวิสาหกิจที่ประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีมูลค่าขาดทุนสะสมกว่า 3 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินภารกิจบริการสาธารณะ (Public Service Obligation : PSO) ที่ต้องให้บริการประชาชนในอัตราค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุน โดยปัจจุบันมีต้นทุนการเดินรถเฉลี่ยกว่า 3 บาทต่อคนต่อกิโลเมตร ขณะที่อัตราค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 24 สตางค์ต่อคนต่อกิโลเมตร

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายในการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟฯ ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดแนวทางดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพย์สินของการรถไฟฯ ผ่านการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ การยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในระยะสั้น ภายใน 1 ปี รัฐบาลเตรียมผลักดันการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับการรับพนักงานใหม่ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังในสายงานสำคัญ อาทิ พนักงานขับรถ ช่างเครื่อง นายสถานี วิศวกร และบุคลากรด้านการบำรุงรักษา พร้อมจัดตั้งกองทุนพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากร (Reskill/Upskill) เพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบรางสมัยใหม่ รวมถึงผลักดันการเชื่อมโยงระบบตั๋วร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทาง

ขณะเดียวกัน ในระยะยาว 3–5 ปี รัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับการรถไฟฯ สู่การเป็นองค์กรระบบรางแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพบุคลากร เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนาธุรกิจระบบรางในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟผ่านขบวนรถและเส้นทางที่มีศักยภาพ อาทิ KIHA 183 และ Royal Blossom รวมถึงการอนุรักษ์และบำรุงรักษาขบวนรถจักรไอน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายการพัฒนาโครงข่ายระบบรางของประเทศ โดยภายใน 7 ปี ประเทศไทยควรมีโครงข่ายรถไฟทางคู่ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ด้านนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในฐานะที่ตนกำกับดูแลบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) บริษัทลูกบริหารสินทรัพย์ของ รฟท. จะเร่งพัฒนาสินทรัพย์ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่รับโอนจาก รฟท. รวม 1.2 หมื่นสัญญา ไปพัฒนาและสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เป็นส่วนสำคัญของการสร้างรายได้ Non core เพื่อลดภาระขาดทุนของ รฟท.

โดยตั้งเป้าให้ SRTA ต้องสร้างมูลค่าให้กับที่ดินของ รฟท. ให้เพิ่มขึ้น และสร้างอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสินทรัพย์ (ยิวด์) จากปัจจุบัน 1% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด ให้เพิ่มขึ้นเป็น 4% ภายใน 4 ปีหรือภายในรัฐบาลนี้