สทนช. เตรียมรับมือซูเปอร์เอลนีโญลากยาวปี 70 กนช.สั่งเร่งฟื้นบ่อบาดาลนอกเขตชลประทาน พร้อมไฟเขียวแผนกักน้ำหาดใหญ่-ใต้-น่าน ทุ่มงบเฉียด 6 พันล้านดันอ่างเก็บน้ำ
KEY POINTS
- ประเทศไทยคาดว่าจะเผชิญปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภัยแล้งรุนแรงและอุณหภูมิสูงขึ้น
- คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้สั่งยกระดับมาตรการป้องกันภัยแล้งขั้นสูงสุด และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือเชิงป้องกัน
- มาตรการรับมือที่สำคัญคือการเร่งสำรวจ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศ เช่น การขุดเจาะบ่อบาดาล และการอนุมัติโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ
คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ประกาศยกระดับมาตรการป้องกันภัยพิบัติขั้นสูงสุด หลังพบสัญญาณ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เตรียมเคลื่อนเข้าถล่มไทยช่วงปลายปี 2569 ลากยาวถึงปี 2570 ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงและเสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างหนัก พร้อมสั่งเดินหน้าแผนเผชิญเหตุทั้งขุดเจาะแหล่งน้ำบาดาลสำรอง และไฟเขียวงบประมาณพัฒนาอ่างเก็บน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชน
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2569 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานว่า ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)กำลังเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศไทย ในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน ที่ประชุมจึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือเชิงป้องกัน ดังนี้
1. ให้สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ( สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยแล้ง พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา ส่งให้จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการลุ่มน้ำ ใช้เป็นข้อมูลประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ทั้งก่อน ระหว่างและหลังเกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน
2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจฟื้นฟู พัฒนาบ่อบาดาล และแหล่งน้ำผิวดิน รวมทั้งพิจารณาพัฒนาแหล่งน้ำที่สามารถใช้เก็บกักน้ำสำรอง เพื่อรองรับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งและฝนทิ้งช่วงปีนี้และปีต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
3. ให้ สทนช. และหน่วยงาน เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 และรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างต่อเนื่อง
4. ให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการวางแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติด้านน้ำที่มีความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของคณะทำงานทั้ง 3 คณะ ประกอบด้วย
1. คณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ซึ่งขับเคลื่อนร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) โดยได้ข้อสรุปแผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 223 โครงการ ครอบคลุมการจัดการน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบการสื่อสาร ระบบประปา และสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยขณะนี้รายงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอ กนช. ในครั้งถัดไป และนำเสนอต่อคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ รวมถึงเร่งขับเคลื่อนแผนงานระยะเร่งด่วน จำนวน 97 โครงการ เพื่อให้การป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
2. คณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจสอบยืนยันแผนงานโครงการและสถานะความพร้อมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะจัดลำดับความสำคัญเพื่อเสนอคณะกรรมการลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง โดยได้รวบรวมแผนงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยไว้รวม 859 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการ และเทคนิค รวมถึงจะเร่งจัดทำรายงานแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย คู่มือประชาชน และคู่มือเจ้าหน้าที่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้
และ 3. คณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งและอุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน ขณะนี้ได้รวบรวมและวิเคราะห์แผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 619 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย การอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศ และการบริหารจัดการ โดยอยู่ระหว่างการประสานแผนงานเพิ่มเติม รวมทั้งจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานสำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ให้แล้วเสร็จกลางเดือนสิงหาคมนี้
ที่ประชุมยังได้พิจารณาโครงการสำคัญด้านทรัพยากรน้ำ โดยมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี โดยให้นำข้อสังเกตของกรรมการไปพิจารณาดำเนินการอย่างเคร่งครัด โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (พ.ศ. 2570 - 2575) กักเก็บน้ำได้ในปริมาณ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่และสนับสนุนการจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ด้วย และเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการ ภายใต้กรอบวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติไว้เดิม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่
โครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อพร้อมระบบส่งน้ำ จังหวัดสกลนคร จากเดิม 9 ปี (พ.ศ. 2562 - 2570) เป็น 11 ปี (พ.ศ. 2562 - 2572) และโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร จากเดิม 9 ปี (พ.ศ. 2562 - 2570) เป็น 12 ปี (พ.ศ. 2562 - 2573) พร้อมกันนี้ ได้มีมติเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ จากเดิม 8 ปี (พ.ศ. 2562 - 2569) เป็น 14 ปี (พ.ศ. 2562 - 2575) และขยายกรอบวงเงินงบประมาณจากเดิม 3,100 ล้านบาท เป็น 5,900 ล้านบาท โดยทุกโครงการให้ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นควรให้ดำเนินการตามข้อเสนอของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรณีการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 858 แห่ง ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้ว เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยให้นำความเห็นของสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สทนช. ไปประกอบการดำเนินการ
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ปฏิทินการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ให้หน่วยงานของรัฐ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนและเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สอดคล้องกับกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี อีกทั้งยังมีมติเห็นชอบการอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สาม จำนวน 52 คำขอ ตามที่กรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำเสนอ
โดยให้ติดตามการใช้น้ำอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อความสมดุลของทรัพยากรน้ำ และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 จำนวน 4 คณะ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของ กนช. ให้บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ทั้งนี้ สทนช. จะบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เร่งดำเนินการตามมติที่ประชุมและข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป





