วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชลประทานงัดสูตร 'กัก-หน่วง-ระบาย' สู้เอลนีโญลากยาวปี 70

สุริยะ สั่งรับมือเอลนีโญกำลังแรงปลายปี 69 ดึงมาตรการ “ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย” มั่นใจน้ำในอ่างฯ ยังรับได้อีก 3.4 หมื่นล้าน ลบ.ม. พอใช้ถึงต้นปีหน้า

KEY POINTS

  • กระทรวงเกษตรฯ สั่งกรมชลประทานเตรียมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงช่วงปลายปี 2569 และอาจลากยาวถึงต้นปี 2570 ซึ่งเสี่ยงให้ฝนน้อยกว่าปกติ
  • ใช้มาตรการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก "ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในฤดูฝนไว้ใช้สำรองในฤดูแล้ง
  • เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือกว่า 5,700 หน่วยทั่วประเทศ สำหรับช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งและอุทกภัย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าแผนจัดการน้ำเชิงรุก สั่งการกรมชลประทานเตรียมพร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังแรงช่วงปลายปี 2569 ที่อาจส่งผลให้ปริมาณฝนต่ำกว่าปกติ โดยเน้นย้ำการกักเก็บน้ำต้นทุนให้ได้มากที่สุดควบคู่ไปกับการเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือกว่า 5,700 หน่วย เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้งทั่วประเทศอย่างทันท่วงที

ชลประทานงัดสูตร 'กัก-หน่วง-ระบาย' สู้เอลนีโญลากยาวปี 70 ชลประทานงัดสูตร 'กัก-หน่วง-ระบาย' สู้เอลนีโญลากยาวปี 70

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อรองรับความเสี่ยงจากแนวโน้มปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่อาจส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติในช่วงปลายปี 2569 

โดยให้ความสำคัญกับการเก็บกักน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในช่วงฤดูฝน

ทั้งนี้จากการติดตามข้อมูลสภาพอากาศ พบว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญกำลังอ่อน และคาดว่าจะคงสภาวะดังกล่าวต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นปี 2570 โดยมีโอกาสพัฒนาเป็นเอลนีโญกำลังแรงในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนของประเทศใกล้เคียงหรือต่ำกว่าค่าปกติ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์ฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำต้นทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินแนวโน้มล่วงหน้าและปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ชลประทานงัดสูตร 'กัก-หน่วง-ระบาย' สู้เอลนีโญลากยาวปี 70 ชลประทานงัดสูตร 'กัก-หน่วง-ระบาย' สู้เอลนีโญลากยาวปี 70

ปัจจุบัน (1 ก.ค. 2569) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันกว่า 42,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯรวมกัน ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 34,600 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เขื่อนหลัก 4 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 12,663 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 51 ของความจุอ่างรวมกัน ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ และคาดการณ์ว่าต้นฤดูแล้งปี 2569/2570 จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอต่อการสนับสนุนการใช้น้ำในทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ ได้กำชับให้กรมชลประทานดำเนินมาตรการบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2569 อย่างเข้มข้น โดยยึดหลัก “ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ควบคู่กับการทบทวนแผนการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับใช้เป็นน้ำต้นทุนรองรับฤดูแล้งหน้า

ชลประทานงัดสูตร 'กัก-หน่วง-ระบาย' สู้เอลนีโญลากยาวปี 70

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากรสำหรับช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยทั่วประเทศ โดยกรมชลประทานได้เตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์รวม 5,732 หน่วย ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ 1,914 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 367 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 203 คัน และเครื่องจักรสนับสนุนอื่น ๆ อีก 3,248 หน่วย มีการตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน คันกั้นน้ำ และระบบระบายน้ำ ให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบอย่างเคร่งครัด

 

นายสุริยะ กล่าวว่า กรมชลประทานจะเร่งสร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแนวโน้มสภาพอากาศแก่เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ และหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันวางแผนการใช้น้ำอย่างเหมาะสม พร้อมรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าตามหลัก 3R ได้แก่ Reduce, Reuse และ Recycle ตลอดจนส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยและการปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน

“ขอให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบจากอุทกภัย ภัยแล้ง และความเสี่ยงจากเอลนีโญ พร้อมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง”