วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เจาะลึกทิศทางก๊าซธรรมชาติอาเซียน ก่อนเวที Gastech 2026

ก่อนเวที Gastech Bangkok 2026 เปิดฉาก ถึงเวลาทบทวนทิศทางก๊าซธรรมชาติในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานของอาเซียน โดยนายเจริน ราจ รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอินเดีย บริษัท Black & Veatch

KEY POINTS

  • ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น เหตุการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคา LNG พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้อาเซียนต้องทบทวนบทบาทของก๊าซธรรมชาติในฐานะเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
  • ทิศทางในอนาคตไม่ใช่การเพิ่มปริมาณก๊าซ (Bigger) แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ฉลาดและยืดหยุ่นขึ้น (Smarter) เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำและเชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาค
  • บทบาทของก๊าซธรรมชาติกำลังเปลี่ยนจากการเป็นเชื้อเพลิงหลัก (Baseload) ไปสู่การเป็นพลังงานที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบไฟฟ้า ท่ามกลางการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนที่ไม่สม่ำเสมอ
  • อาเซียนจำเป็นต้องวางแผนระบบพลังงานแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงกันข้ามพรมแดน ทั้งไฟฟ้าและเชื้อเพลิงสะอาด เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและรับมือกับความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • โจทย์สำคัญสำหรับภูมิภาคไม่ใช่การเลือกระหว่าง "ก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานหมุนเวียน" แต่คือการทำให้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานร่วมกันในระบบพลังงานที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะเป็นหัวข้อหลักในงาน Gastech 2026

ในโอกาสที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 14-17 ก.ย.2569 เป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการพิจารณาบทบาทก๊าซธรรมชาติท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาคอาเซียน พร้อมวิเคราะห์ถึงอิทธิพลของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันที่กระทบทิศทางความมั่นคงทางพลังงาน

ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซช่วงต้นปี 2569 ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สูงขึ้นจนรัฐบาลทั่วเอเชียต้องทบทวนแนวทางความมั่นคงของเชื้อเพลิง เสถียรภาพของตลาด และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอีกครั้ง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายครั้งสำคัญของอาเซียนในการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น เป้าหมายด้านลดคาร์บอน และความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางความผันผวนของโลกที่รุนแรงขึ้น

สำหรับวิกฤติพลังงานช่วงที่ผ่านมาไม่ลดบทบาทความสำคัญของก๊าซธรรมชาติลง แต่ทางกลับกันเหตุการณ์ดังกล่าวกระตุ้นหลายภาคส่วนต้องหันกลับพิจารณาแนวทางการวางแผน จัดหา และบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติเข้าระบบพลังงานที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

Black & Veatch มีประสบการณ์ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือลูกค้าเพื่อวางแผนรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานกว่า 60 ปีในเอเชีย โดยเริ่มจากการออกแบบโรงไฟฟ้าขนาด 200 เมกะวัตต์ ในไทยที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศเป็น 2 เท่าในปี 2510

ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนของก๊าซธรรมชาติ

หลายปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยมองก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) และรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ต่อมาหลังเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ราคาก๊าซ LNG ในเอเชียสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าจากระดับก่อนวิกฤติทำให้กระทบความเชื่อมั่นเสถียรภาพของก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก แม้ก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ แต่ช่วงที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech เป็นโอกาสสำคัญในการหันมาพิจารณาบทบาทก๊าซธรรมชาติกำลังเปลี่ยนแปลงไป

พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอื่น จะมีบทบาทมากขึ้นในสัดส่วนการใช้พลังงานของอาเซียน เนื่องจากต้นทุนยังลดลงต่อเนื่อง แต่ระบบไฟฟ้าของภูมิภาคกำลังซับซ้อนขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมมาใช้ระบบไฟฟ้า การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ และแรงกดดันด้านความมั่นคงทางพลังงานที่เพิ่มขึ้น

วู้ด แมกเคนซี (Wood Mackenzie) บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและการวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำ คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่ม 4 เท่า จาก 2.6 กิกะวัตต์ เป็น 10.7 กิกะวัตต์ ระหว่างปี 2568-2578

นอกเหนือจากตลาดพลังงานแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความมั่นคงพลังงานในปัจจุบันเชื่อมโยงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจวงกว้าง ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นเร็วสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและสร้างภาระการเงินต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ รวมถึงหน่วยงานสาธารณูปโภค และหน่วยงานภาครัฐ

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การลงทุนพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยไม่เป็นเพียงมาตรการลดคาร์บอน แต่เป็นเครื่องมือเสริมความยืดหยุ่นระยะยาวเพื่อรับมือความผันผวนด้านพลังงาน

เจาะลึกทิศทางก๊าซธรรมชาติอาเซียน ก่อนเวที Gastech 2026

ยุทธศาสตร์ก๊าซธรรมชาติในอนาคตต้องฉลาดขึ้น

โมเดลโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ส่วนใหญ่ออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ แต่ปัจจุบันโลกเผชิญความต้องการของตลาดและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้นทำให้โครงสร้างพื้นฐานเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

ดังนั้น โจทย์สำคัญของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภูมิภาคจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มอุปทานอีกต่อไป แต่คือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติให้สามารถรองรับระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ปล่อยคาร์บอนต่ำลง และเชื่อมโยงได้ในระดับภูมิภาค ซึ่งเป้าหมายสำคัญเหล่านี้เองที่จะกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของพลังงานก๊าซธรรมชาติในยุคต่อไป

ก้าวแรกความมั่นคงพลังงานต้องออกแบบเพื่อความยืดหยุ่น

ก๊าซธรรมชาติจะไม่ทำหน้าที่เพียงแค่ผลิตกระแสไฟฟ้าฐาน แต่ต้องช่วยรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า ท่ามกลางความไม่ต่อเนื่องของพลังงานหมุนเวียน ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงเร็วและความผันผวนของอุปสงค์ที่สูงขึ้น

โรงไฟฟ้าที่ต้องรองรับทั้งการเดินเครื่องและหยุดเครื่องบ่อยครั้ง และการปรับเพิ่ม/ลดกำลังผลิต จะมีรูปแบบการทำงานต่างจากโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องต่อเนื่องสม่ำเสมออย่างมาก ดังนั้นการวางแผนและตัดสินใจตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับการจัดซื้อจัดหาก๊าซ LNG แม้การทำสัญญาระยะยาวยังสำคัญในการสร้างความมั่นคงพลังงานอยู่ แต่ในอนาคต สัญญาเหล่านี้จะต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรับมือกับรูปแบบความต้องการใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะนี้ ความจำเป็นในการเพิ่มความยืดหยุ่นได้กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในฟิลิปปินส์ Black & Veatch ได้ทำหน้าที่เป็นผู้รับเหมา EPC (Engineering, Procurement and Construction) หลักในโครงการ LNG-to-power ขนาดใหญ่ ที่ส่งมอบชุดกังหันก๊าซ H-class สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (H-Class Combined-Cycle Gas Turbine Units) จำนวน 3 หน่วย มีกำลังผลิตหน่วยละ 425 เมกะวัตต์

ซึ่งตั้งอยู่ติดกับสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว โดยโครงการนี้ไม่เพียงโดดเด่นในด้านขนาด แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว และการผลิตไฟฟ้ากำลังถูกวางแผนและพัฒนาร่วมกันเป็นระบบแบบบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

วางแผนระบบพลังงานแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงทั้งไฟฟ้า-เชื้อเพลิงสะอาด

ความยืดหยุ่นเพียงอย่างเดียวไม่แก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงทางพลังงานของอาเซียนได้ ภูมิภาคแห่งนี้จำเป็นต้องวางแผนระบบพลังงานในมิติที่กว้างกว่าแค่พรมแดนของแต่ละประเทศ ด้วยการมองเป็นภาพรวมของระบบนิเวศพลังงานทั้งหมด ทั้งในรูปของกระแสไฟฟ้าและเชื้อเพลิงรูปแบบต่าง ๆ

สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ ทุกองค์ประกอบในระบบพลังงาน ตั้งแต่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ สถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวโซลาร์ฟาร์ม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการบินที่ยั่งยืนและการใช้ไฮโดรเจนในอนาคต การปรับปรุงระบบท่อส่งและระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัยขึ้น

ตลอดจนแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น ขยะชุมชนและน้ำเสีย ล้วนมีความเชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด ทุกการตัดสินใจในระบบพลังงานจะส่งผลกระทบต่อต้นทุน ความเสถียรของระบบ และการปล่อยคาร์บอนในส่วนอื่น ๆ เสมอ ดังนั้น การบูรณาการองค์ประกอบเหล่านี้ให้ทำงานร่วมกันอย่างเต็มศักยภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุนและเสริมความพร้อมของระบบในการรับมือกับความผันผวน

รวมทั้งอาเซียนมีรากฐานของการเชื่อมโยงด้านพลังงานระดับภูมิภาค อาทิ

  • โครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline) เชื่อมโยงประเทศสมาชิก 6 ประเทศผ่านจุดเชื่อมต่อทวิภาคี 13 แห่ง รวมระยะทาง 3,673 กิโลเมตร
  • โครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าระหว่างประเทศลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ (Lao PDR–Thailand–Malaysia–Singapore Power Integration Project) ที่ส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนได้แล้วสูงสุด 200 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม การบูรณาการพลังงานในระดับภูมิภาคไม่ใช่เพียงแค่การสร้างท่อส่งหรือสายส่งไฟฟ้าให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยกระดับการประสานงานและการสร้างสมดุลระหว่างระบบพลังงานในแต่ละตลาดอีกด้วย หากตลาดหนึ่งประสบปัญหาอุปทานก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก ตลาดอื่นอาจช่วยนำกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่มีอยู่มาช่วยชดเชยได้ในทันที

ทั้งนี้จึงต้องวางแผนและการประสานงานดียิ่งขึ้น เพื่อให้ใช้ศักยภาพของทั้งพลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทั่วทั้งภูมิภาค

ก้าวข้ามการแข่งขันทางเทคโนโลยี สู่ระบบพลังงานบูรณาการ

ภูมิภาคอาเซียนต้องหันมาพิจารณาภาคก๊าซธรรมชาติในมุมมองใหม่ เนื่องจากอนาคตไม่ขึ้นกับการเพิ่ม LNG พลังงานแสงอาทิตย์ หรือระบบกักเก็บพลังงานให้มากขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพในราคาจับต้องได้ และรับมือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบบดังกล่าวต้องได้รับการออกแบบให้ทำงานข้ามพรมแดนได้มากขึ้น

การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยการหารือวงกว้างระหว่างภาครัฐ หน่วยงานสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และภาคอุตสาหกรรม เพราะโจทย์สำคัญของอาเซียนตอนนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานหมุนเวียน” แต่เป็นการทำให้เทคโนโลยีทำงานร่วมกันได้มีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้การจัดงาน Gastech Bangkok 2026 ที่เกิดขึ้นในช่วงสำคัญสำหรับอาเซียน ภายใต้ธีม "เมื่ออุปสงค์และอุปทานพลังงานโลกมาบรรจบกัน" (Where Global Energy Demand Meets Supply) ประเด็นการหารือทั้งตลาด LNG ความมั่นคงทางพลังงาน การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย การเชื่อมโยงระบบพลังงาน และการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนความท้าทายของภูมิภาค

สำหรับ Black & Veatch ในช่วง 60 ปี ส่งมอบโครงการ 900 โครงการ และสร้างกำลังการผลิตกว่า 80 กิกะวัตต์ ครอบคลุมระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ขณะที่อาเซียนกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยจะร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในงาน Gastech Bangkok 2026 เพื่อกำหนดอนาคตด้านพลังงานของภูมิภาคให้มั่นคงพร้อมรับมือความผันผวน