วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง' นั่งผู้ว่าฯ รฟท.คนที่ 21 กางแผนเพิ่มรายได้องค์กร

“อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟฯ คนที่ 21 ประกาศกลยุทธ์ดึงเอกชนเช่าใช้ราง – บริหารสินทรัพย์ที่ดิน หวังสร้างรายได้ให้องค์กรเพิ่มต่อเนื่อง สู่เป้าหมายลด EBITDA ติดลบภายใต้วาระ 4 ปีรวม 2,000 ล้านบาท พร้อมลดปัญหาขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 3 แสนล้านบาท ลั่นถึงเวลาองค์กรต้องปรับตัวรอบด้าน พัฒนาบริการ และเร่งหารายได้ Non - Core

วันนี้ (29 มิ.ย.69) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มีพิธีลงนามสัญญาว่าจ้าง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รับตำแหน่งเป็นผู้ว่าฯ รฟท. คนที่ 21 อย่างเป็นทางการ ดำรงตำแหน่งในวาระ 4 ปี โดยมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. เป็นผู้ลงนามสัญญาว่าจ้าง ซึ่งสัญญามีผลทันทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าฯ รฟท. เปิดเผยว่า ในวาระที่ตนดำรงตำแหน่ง 4 ปีจากนี้ จะมุ่งพัฒนาองค์กรให้เตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลง เน้นลดรายจ่าย และสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจการการเดินรถ (Non Core) ให้เพิ่มมากขึ้น อาทิ วางแผนเพิ่มรายได้จากการเปิดให้เอกชนร่วมใช้ราง (Open Access) รวมไปถึงนำสินทรัพย์ที่ดินมาเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ที่เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้

อย่างไรก็ดี ตนมั่นใจว่าแนวทางบริหารองค์กรในลักษณะนี้ จะช่วยลดกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) จากปัจจุบันที่ติดลบอยู่ 3 - 4 พันล้านบาท ตั้งเป้าหมายว่าจะลดผลติดลบนี้ให้ได้อย่างน้อยปีละ 500 ล้านบาท รวมในวาระการดำเนินงาน 4 ปี จะสามารถลด EBITDA ติดลบไปได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท และผลจากการดำเนินงานนี้จะทำให้ รฟท.ลดปัญหาหนี้สะสมที่มีอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท

'อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง' นั่งผู้ว่าฯ รฟท.คนที่ 21 กางแผนเพิ่มรายได้องค์กร

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ตนจะให้ความสำคัญกับการบริหารองค์กรคือ การพัฒนาบริการให้ตอบรับกับความต้องการของผู้โดยสาร ขยายขบวนรถไฟที่มียอดจอง และมีดีมานด์การเดินทางสูง อาทิ บริการรถดีเซลราง KIHA 40 และ KIHA 48 นอกจากนี้ จะเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยทั้งการเดินรถ และงานก่อสร้าง ส่วนแผนจัดหาขบวนรถใหม่นั้น ยอมรับว่าคงต้องมาปรับแผนให้สอดคล้องกับปริมาณการเดินรถที่จะเกิดขึ้นหลังเปิดให้เอกชนเช่าใช้ราง

นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ในช่วง 4 ปีของการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ รฟท.นั้น ตนจะเร่งรัดงานก่อสร้างโครงการรถไฟที่มีอยู่ให้เป็นไปตามแผนงาน รวมทั้งจะเสนอโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อพัฒนาระบบรางให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ซึ่งโครงการเร่งด่วนที่จะเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติการลงทุนในปีนี้มี 3 เส้นทาง ประกอบด้วย

  1. ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร วงเงิน 30,422 ล้านบาท
  2. ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร วงเงิน 66,270 ล้านบาท
  3. ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร วงเงิน 7,772 ล้านบาท

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์