“บิ๊กคอร์ป” ปรับตัวรับปัจจัยเสี่ยงโลก "WHA" รุก New Economy มุ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รับ ดาต้าเซนเตอร์-อีวี บูม “พราว” แนะสินทรัพย์หลบภัย ย้ำลงทุนอสังหาฯ ปกป้องมูลค่าจากภาวะช็อกเงินเฟ้อ "เอไอเอส" วาง "คอนเนคทิวิตี้" เครื่องยนต์ใหม่ฝ่าพายุเศรษฐกิจ พร้อมเร่งวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทยระยะยาว
KEY POINTS
- WHA Group ปรับกลยุทธ์สู่การเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อผลักดันไทยสู่ Smart & Green Industrial Hub โดยใช้ Digital Transformation และ AI กว่า 40 โครงการขับเคลื่อน และมองว่าการลงทุนใน Data Center และ EV เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
- AIS วางแผนลงทุนเฉลี่ยปีละ 50,000 ล้านบาท เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลรองรับยุค AI โดยเน้นขยายโครงข่าย ดาต้าเซนเตอร์ และคลาวด์ เพื่อรับมือการใช้งานข้อมูลที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมหาศาล
- กลุ่มพราว เรียล เอสเตท ชี้ว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์หลบภัยในภาวะโลกผันผวน โดยแนะให้ไทยชูจุดเด่นด้าน Wellness และไลฟ์สไตล์ เพื่อดึงดูดการลงทุน และเสนอให้รัฐสนับสนุน New Economy เพื่อสร้างการเติบโต
- ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่ม Data Center และ EV กลายเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งภาคเอกชนกำลังเร่งสร้าง Green & Digital Infrastructure เพื่อรองรับและดึงดูดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงานสัมมนา “Thailand Investment Forum 2026 | The Resilience of Wealth พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง” เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2569 โดยมีบริษัทจดทะเบียนร่วมนำเสนอทิศทางธุรกิจ และการรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์
นายณัฐพรรษ ตันบุญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group กล่าวในหัวข้อ The Connectivity Power : ปรับแผนธุรกิจ ฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก 2026 ว่า กลยุทธ์ WHA Group ในการพาธุรกิจฝ่ากระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกต้องปรับตัวสู่ New Economy และการคว้าโอกาสจาก Global Megatrends ที่เกิดขึ้นเร็ว
WHA วางเป้าหมายยกระดับไทยจากศูนย์กลางเดิม เช่น Medical, Food, Tourism ให้เป็น Smart & Green Industrial Hub และผลักดันคนไทยเปลี่ยนจากผู้ใช้งานเทคโนโลยี AI เป็นผู้ขับเคลื่อน (Enabler) ผ่าน 4 แนวทาง คือ การรักษาความเป็นผู้นำ, การนำเทคโนโลยีมาใช้ ความมุ่งมั่นด้าน Green และการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจใหม่
“ไม่ได้มองแค่การเป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม แต่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตเชื่อมโยงเทคโนโลยี ความยั่งยืน และโอกาสทางธุรกิจเพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ระดับโลก”
โดยปัจจุบันมีโครงการ Digital Transformation และ AI มากกว่า 40 โครงการ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็น Intelligent Enterprise Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต
อย่างไรก็ตาม โลกกำลังเผชิญกับเมกะเทรนด์สำคัญ 4 ด้านที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ประกอบด้วย
1.Shift in World Order การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกที่ก้าวข้ามประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ไปสู่ภาวะ New World Order ที่สับสน และความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งมีประเด็น Geoeconomics ที่อาจนำไปสู่สงครามทั้ง Trade War และ Capital War
2.Sustainability & Climate Crisis ประเด็นความยั่งยืนเป็นสิ่งที่มาแรง และมาเร็วที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว
3.Demographic Shift การก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุทั่วโลก รวมถึงไทยส่งผลให้เกิดภาวะคนเกิดน้อยลงแต่มีอายุยืนยาวขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ และ AI เข้ามาแทนที่แรงงานมากขึ้น
4.Human-Machine Hybrid Era ที่จะนำ Technology & AI โดยเฉพาะการเข้ามาของ Generative AI ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการทำงาน และต้องการทักษะใหม่จากกำลังแรงงาน
ไทยกับการเปลี่ยนผ่านสู่ New Economy
ทั้งนี้ ไทยอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เนื่องจาก GDP และการส่งออกค่อนข้างตึงตัว ทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กลายเป็นเครื่องยนต์หลักเพียงหนึ่งเดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจปัจจุบันในปี 2022-2024 ไทยประสบความสำเร็จในการดึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และปี 2024-2025 ดึงกลุ่ม Data Center เข้ามามหาศาล ยุทธศาสตร์ต่อไปต้องดึงอุตสาหกรรม Electronics & Electrical Appliance และสร้าง Green & Digital Infrastructure เพื่อผลักดันไทยอยู่ใน Global Value Chain ของกลุ่มอุตสาหกรรม High Value ให้ได้
“แม้การเติบโตเศรษฐกิจชะลอตัว แต่มองเห็นโอกาสสำคัญจากการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และห่วงโซ่อุปทานของ EV เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในนิคมอุตสาหกรรม WHA”
ลงทุน “อสังหาฯ” ปกป้องมูลค่าจากภาวะช็อกเงินเฟ้อ
นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “Real Estate สินทรัพย์หลบภัยในวันที่โลกผันผวน” มองว่า “สินทรัพย์หลบภัย” แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1.สินทรัพย์หลบภัยที่มีสภาพคล่องสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ระดับลงทุน และเงินสด 2.สินทรัพย์หลบภัยที่จับต้องได้แต่สภาพคล่องน้อยลง เช่น ทองคำ หรือบิตคอยน์ เป็นการรักษาความมั่งคั่งอีกรูปแบบหนึ่ง และ 3.สินทรัพย์หลบภัยที่จับต้องได้ และมีประโยชน์ใช้สอยในตัวเอง สร้างรายได้ระหว่างทางได้ด้วย นั่นคือ อสังหาริมทรัพย์
“เวลาจัดพอร์ตการลงทุน จะพิจารณาเรื่องอัลฟ่า (Alpha) หรือความสามารถในการสร้างผลตอบแทน โดยอสังหาฯ จะเป็นตัวช่วยปรับเรื่องเบต้า (Beta) หรือระดับความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน คล้ายการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติเข้าไปด้วย ทำให้พอร์ตสมูทมากขึ้น มีความระยะยาวในตัวเอง”
ในปี 2569 โลกเผชิญกับความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้สูงมาก (Tail Risk) ทั้งเรื่องสงคราม และวิกฤติพลังงาน (Energy Shock) ภาวะเงินเฟ้อจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถประมวลได้ เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนของอสังหาฯ ทั้งในเชิงพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย และโรงแรมที่พัก กับพอร์ตการลงทุนมาตรฐานแบบ 60/40 เป็นการลงทุนหุ้น 60% ลงทุนตราสารหนี้ 40% พบว่าอสังหาฯ ทำผลงานได้ค่อนข้างดีมากในแง่การปกป้องมูลค่าจากเงินเฟ้อที่เจอภาวะช็อก
อสังหาฯ ไทย ต้องเพิ่มความเด่นเรื่องที่ทำได้ดี
นายพสุ กล่าวต่อว่า ตลาดอสังหาฯ ในไทยไม่มีความจำเป็นต้องไปแข่งกับดูไบหรือสิงคโปร์ แต่ต้องทำตัวให้เด่นยิ่งขึ้นในเรื่องที่เราทำได้ดี เช่น ไลฟ์สไตล์ เดสติเนชัน การศึกษา และบริการสุขภาพ ทั้งนี้ พราว เรียลเอสเตท เห็นความต้องการจากลูกค้าในเซกเตอร์นี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมืองที่มีการเติบโตชัดเจน และเป็นจุดหมายระดับโลก เช่น ภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ากลุ่มที่ใช้ชีวิตในศูนย์กลางตะวันออกกลางอย่างดูไบหรืออาบูดาบี โดยภูเก็ตเป็นเมืองที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาปรับปรุงสนามบิน ท่าเรือ และถนน รวมถึงความสวยงามของธรรมชาติ ดึงดูดดีมานด์นักลงทุนจากตะวันออกกลางเข้ามาเพิ่มแน่นอน
ปัจจุบันภาพรวมลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอสังหาฯ มองหาทั้งการลงทุน และการอยู่อาศัยชั่วคราวเป็นบ้านหลังที่สอง สนใจโครงการที่มีองค์ประกอบของการดูแลสุขภาพ (Wellness) และแบรนด์เรสซิเดนซ์ (Branded Residence) ซึ่งพราว เรียลเอสเตท มีโครงการที่ร่วมมือกับเครือโรงแรม IHG พัฒนาแบรนด์เรสซิเดนซ์ภายใต้แบรนด์ อินเตอร์คอนติเนนตัล ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้
จี้ “ปรับปรุงกฎหมาย-หนี้ครัวเรือน”
ด้านข้อเสนอถึงรัฐบาล ต้องการให้เข้ามาแก้ไขอุปสรรคในตลาดอสังหาฯ เช่น การบังคับใช้กฎหมาย หรือกฎหมายถูกเปลี่ยนทีหลังสร้างความปวดหัวให้ผู้ประกอบการ และลูกค้า การนำเงินเข้ามาลงทุนในลักษณะแบบไหน ยังมีประเด็นความคลุมเครือของกฎหมาย เช่น การซื้อสิทธิการเช่า ดีเวลลอปเปอร์บางรายทำสิทธิการเช่า 99 ปี แต่กฎหมายไทยทำสัญญาเช่าได้ 30 ปี หรือบวกได้อีก 30 ปี รวมสูงสุด 60 ปี มีข้อกังขาหรือข้อคลุมเครือในจุดนี้อย่างมาก เป็นอุปสรรคในการสื่อสารทำความเข้าใจกับลูกค้า
ในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ปรับปรุงกฎหมายเครดิตบูโรเพื่อให้คนที่ติดบัญชีดำกลับเข้าสู่ระบบ และเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้ง่ายขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด ส่วนระยะยาวต้องการให้สนับสนุน New Economy เช่น Wellness และ Longevity ซึ่งมีศักยภาพสูงมาก เพื่อให้ภาคเอกชนไทยสร้างแบรนด์ตัวเองได้ ไม่สมองไหลไปใช้แบรนด์ของต่างประเทศอย่างเดียว
“คอนเนคทิวิตี้” ฝ่าพายุเศรษฐกิจ
นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านการเงิน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวในหัวข้อ “The Connectivity Power : ปรับแผนธุรกิจฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก 2026” ว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตช้า กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลยังเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่เติบโตสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของประเทศ ที่ผ่านมา เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยโต 5-7% เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญช่วยค้ำจุนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้เร็วขึ้นในบางภาคส่วน
“Connectivity พัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ เมื่อเข้าสู่ AI Era ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไป เอไอเอส ประเมินการใช้งานดาต้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40-50 GB ต่อเลขหมายต่อเดือน พร้อมความคาดหวังด้านความเร็วมากกว่า 500 Mbps เนื่องจาก AI ทำให้การรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่ปริมาณ ความเร็ว และความหน่วงต่ำ AI จะเข้าไปช่วยทำธุรกรรม ประมวลผล และสนับสนุนการตัดสินใจแทนผู้ใช้งานในหลายรูปแบบ”
ทุ่ม 5 หมื่นล้านต่อปี วางรากฐาน ศก.ดิจิทัล
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ เอไอเอสวางแผนการลงทุนเฉลี่ยปีละ 50,000 ล้านบาท ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ โครงข่ายมือถือ และบรอดแบนด์, ดาต้าเซนเตอร์ และคลาวด์, ระบบไอทีเพื่อรองรับแพลตฟอร์มยุคใหม่ รวมถึงบริการดิจิทัล ล่าสุด เอไอเอส ร่วมกับธนาคารกรุงไทย และ OR เปิดให้บริการ Click Bank หรือ Virtual Bank เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัล ต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
อนาคต Connectivity จะเข้าไปสนับสนุนบริการสำคัญอีกหลายด้าน ทั้ง Digital Healthcare, Telehealth, การส่งยาถึงบ้าน,นำเทคโนโลยีไปช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล, ยกระดับการศึกษาให้โรงเรียนในเมือง และชนบทมีมาตรฐานใกล้เคียงกันมากขึ้น ตลอดจนโลจิสติกส์ และรถไร้คนขับ และ AI ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ 3 ด้านหลัก ได้แก่ AI Product, AI Operations และ AI Infrastructure
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





