สนค.เผยส่งออกเดือนพ.ค.ขยายตัว 10.6% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 มูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์ ได้รับแรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง การลงทุนด้าน AI Data Center รวม 5 เดือน มีมูลค่า 162,085 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.0% ปรับเป้าทั้งเป็น 8% มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนพ.ค.2569 มีมูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว10.6% ขยายตัวต่อเนื่องเป็น เดือนที่ 23
ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 40,044.5 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 35.1% ดุลการค้าขาดดุล 5,711.4 ล้านดอลลาร์ โดยหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัว 8.6%
สำหรับปัจจัยหนุนสำคัญยังมาจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลก รวมถึงการเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐ
ขณะที่การส่งออกเดือนพ.ค.ที่ขยายตัวมาจากสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 14.4% สินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ เครื่องรับส่งวิทยุ โทรศัพท์ ขยายตัว 188.2% เครื่องคอมพิวเตอร์ ขยายตัว 26.8% เม็ดพลาสติกขยายตัว 17.4%
ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 13.2% และสินค้าเกษตรหดตัว 3.1% อาทิ เนื้อ และส่วนต่างๆ หดตัว 42.2% ไก่สดแช่เย็น แช่แข็ง หดตัว 26.2% ข้าว หดตัว 16.4% และยางพารา หดตัว 5.3%
สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรรายการสำคัญหดตัว เนื่องจากมีการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกสูงโดยเฉพาะข้าว
ส่วนสาเหตุที่การส่งออกภาคอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวดี และมีส่วนทำให้การส่งออกภาพรวมเดือนพ.ค.บวก 10% เนื่องจากยังมีความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนพื้นฐานด้าน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงปัจจัยเร่งจากการนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐ
ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือ
- สหรัฐขยายตัว 33.5%
- สวิตเซอร์แลนด์ 58.2%
- อาเซียน (5 ประเทศ) 29.7%
- สหภาพยุโรป 18.4%
- ลาตินอเมริกา 18%
ส่วนตลาดสำคัญที่หดตัวคือ จีน หดตัว 2.5% ฮ่องกง 26.8% และตะวันออกกลาง 4.4%
สำหรับแนวโน้มการส่งออกปี 2569 ประเมินว่า จะยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางภาวะการฟื้นตัวอย่างจำกัดของเศรษฐกิจโลก โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาดโลกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งการยุติสงครามในตะวันออกกลาง
โดยคาดว่าการส่งออกในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปี ซึ่งเฉลี่ยเดือนละ 29,245.7 ล้านดอลลาร์ โดยยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุตสาหกรรมนวัตกรรม AI ที่ผลักดันให้วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์เติบโต และไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว
“เดิมคาดการณ์ส่งออกทั้งปีจะโต 3% ซึ่งเป็นค่ากลางของเป้าคาดการณ์เดิมติดลบ 3-8% แต่เมื่อดูการส่งออกล่าสุด 5 เดือน คาดว่าปีนี้อาจโตได้ถึง 8% ซึ่งเป็นเป้าสูงสุดของเป้าคาดการณ์เดิม โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 366,805.8 ล้านดอลลาร์ หรือ 11.7 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ โดยช่วง 7 เดือนหลังจากนี้ต้องผลักดันให้มีมูลค่าเฉลี่ยเดือนละ 240,719 ล้านดอลลาร์”
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือ แรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตและอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดคู่ค้า จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมทั้งเศรษฐกิจในหลายประเทศมีแนวโน้มเติบโตจำกัดจากแรงกดดันด้านกำลังซื้อ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





