วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย  จีนยึดเบอร์ 1 โลกจดสิทธิบัตร “ยานยนต์ และโลจิสติกส์อัจฉริยะ”

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยสิทธิบัตร “เทคโนโลยียานยนต์ และโลจิสติกส์อัจฉริยะ”ทั่วโลกพุ่งกว่า 5 ล้านกลุ่มสิทธิบัตรในรอบ 20 ปีหลัง ชี้ โอกาสไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาเซียน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร “เทคโนโลยียานยนต์ และโลจิสติกส์อัจฉริยะ” สะท้อนผ่านการยื่นจดสิทธิบัตรทั่วโลกกว่า 5 ล้านกลุ่มสิทธิบัตรในรอบ 20 ปีหลัง โอกาสไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาเซียนทั่วโลกในช่วงปี 2550 ถึงปัจจุบัน พบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดพีกในช่วงปี 2561–2564 ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

โดยอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ผลิตรถยนต์อีกต่อไป แต่เกิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยี (Technology Convergence) และนวัตกรรมเชิงระบบที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานสะอาด และดิจิทัลเข้าด้วยกันเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน

เมื่อพิจารณาในเชิงภูมิศาสตร์ ประเทศจีน ครองแชมป์นวัตกรรมดังกล่าวด้วยจำนวนสิทธิบัตรมากกว่า 1 ล้านฉบับ โดยมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่

ส่วนสหรัฐอเมริกา ตามมาเป็นอันดับ 2 โดยมีสิทธิบัตรกว่า 8.7 แสนฉบับ และครองความได้เปรียบในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์

ในขณะเดียวกันประเทศอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีใต้ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในด้านวิศวกรรมยานยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมนี้

ทั้งนี้ ในมิติของบริษัทผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ และโลจิสติกส์อัจฉริยะในระดับโลก พบว่า Toyota Jidosha KK จากญี่ปุ่นครองอันดับ 1 ด้วยจำนวนสิทธิบัตรกว่า 22,000 ฉบับ ตามด้วย Qualcomm จากสหรัฐ และ Bosch จากเยอรมนี

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย  จีนยึดเบอร์ 1 โลกจดสิทธิบัตร “ยานยนต์ และโลจิสติกส์อัจฉริยะ”

เทคโนโลยียานยนต์ และโลจิสติกส์อัจฉริยะ สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

​1. กลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics & IT) เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (82,830 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 45.4% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้)  เช่น หุ่นยนต์ และโดรนขนส่งอัตโนมัติ ระบบดิจิทัลทวินสำหรับห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ท่าเรืออัจฉริยะที่ใช้ AI และเครนอัตโนมัติ ระบบติดตามห่วงโซ่ความเย็นด้วยบล็อกเชน เป็นต้น สำหรับผู้เล่นหลักเป็นบริษัทด้านระบบ และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Siemens AG, IBM และ Microsoft Corporation ซึ่งมีความสามารถในการพัฒนาและบริหารระบบขนาดใหญ่

2. กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ (Electric Vehicle & Battery) มีจำนวนสิทธิบัตรสูงเป็นอันดับ 2 (58,243 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 31.9% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้) โดยเน้นการพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-state) ระบบชาร์จเร็ว ระบบจ่ายพลังงานจากยานยนต์กลับสู่โครงข่ายไฟฟ้า ระบบชาร์จไร้สายแบบเหนี่ยวนำที่ฝังในพื้นถนน

ประเทศจีนเป็นผู้นำตลาดอย่างชัดเจน สะท้อนนโยบาย New Energy Vehicle ของจีนที่ส่งเสริมการลงทุนการวิจัยเทคโลยีแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 สำหรับผู้เล่นหลักในกลุ่มนี้คือ บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน และวัสดุ เช่น LG Energy Solution, BYD Company และ Murata Manufacturing

3. กลุ่มระบบบริหารยานพาหนะ และการวางแผนเส้นทาง (Fleet Management & Route Optimization)  จำนวน 25,842 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 14.2% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ โดยมีอัตราการเติบโตของสิทธิบัตรสม่ำเสมอราว 12.6% ต่อปี จากการใช้ AI และข้อมูล (Data-driven) ในการวางแผนเส้นทางและบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย  จีนยึดเบอร์ 1 โลกจดสิทธิบัตร “ยานยนต์ และโลจิสติกส์อัจฉริยะ”

สำหรับผู้เล่นหลักในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมประกันภัย เช่น State Farm และ Allstate ซึ่งสะท้อนมูลค่าที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในการบริหารความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

​4.กลุ่มยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Smart Vehicle & Autonomous) แม้จะมีขนาดเล็กที่สุด จำนวน 15,535 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 8.5% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ แต่มีอัตราการเติบโตของสิทธิบัตรเร็วที่สุดแบบก้าวกระโดดถึง 38.2% ต่อปี แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ การขับขี่อัตโนมัติภายใต้พื้นที่ และเงื่อนไขการใช้งานที่กำหนด ระบบสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ผ่านเครือข่าย 5G การหลอมรวมข้อมูลจากเซนเซอร์ด้วย AI และ Edge AI สำหรับการวางแผนเส้นทางแบบเรียลไทม์ เป็นต้น

ตลาดนี้มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญครองตลาดด้วยสัดส่วน 38.8% ของสิทธิบัตรกลุ่มนี้ รองลงมาคือจีน และมีผู้เล่นหลักอย่างบริษัท LG Electronics, Qualcomm, Ford Global Tech, Waymo (Alphabet) และ Intel

นางอรมน กล่าวว่า  จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ได้ขยายไปสู่การแข่งขันเชิงระบบระหว่างบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีการหลอมรวมกันของเทคโนโลยี (Technology Convergence) เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ในขณะเดียวกัน โครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ของนวัตกรรมแสดงให้เห็นการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนระหว่างจีน และสหรัฐอเมริกา

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย  จีนยึดเบอร์ 1 โลกจดสิทธิบัตร “ยานยนต์ และโลจิสติกส์อัจฉริยะ”

สำหรับประเทศไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564–2569) มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยียานยนต์ และโลจิสติกส์อัจฉริยะในประเทศไทยรวมกว่า 4,000 คำขอ โดยคำขอในกลุ่มเทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะมีจำนวนสูงสุด 2,499 คำขอ แบ่งเป็น สิทธิบัตร 2,305 คำขอ (ไทย 3.47% ต่างชาติ 96.53%) อนุสิทธิบัตร 194 คำขอ (ไทย 88.66% ต่างชาติ 11.34%)

ผู้ยื่นคำขอในกลุ่มดังกล่าว 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) ควอลคอมม์  (สหรัฐอเมริกา) 640 คำขอ (2) วีโว่ โมบาย (จีน) 216 คำขอ และ (3) โนเกีย (ฟินแลนด์) 162 คำขอ รองลงมาคือ

กลุ่มเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ 1,754 คำขอ แบ่งเป็น สิทธิบัตร 1,505 คำขอ (ไทย 7.04% ต่างชาติ 92.96%) อนุสิทธิบัตร 249 คำขอ (ไทย 65.06% ต่างชาติ 34.94%) ผู้ยื่นคำขอในกลุ่มดังกล่าว 3 อันดับแรก ได้แก่ โตโยต้า (ญี่ปุ่น) 124 คำขอ   คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ (ฮ่องกง) และลิมิเต็ด (จีน) 91 คำขอเท่ากัน และ อิซูซุ มอเตอร์ส (ญี่ปุ่น) 82 คำขอ

สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้ยื่นคำขอชาวไทยมีบทบาทในลักษณะ “ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี” (Technology Integrator) โดยมีจุดแข็งในการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาต่อยอดให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในประเทศ ผ่านการยื่นขออนุสิทธิบัตรในสาขาต่างๆ อาทิ การดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์บริบทการใช้งานในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังบ่งชี้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานสำคัญของการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขนส่ง และพลังงานสะอาดในภูมิภาค แม้ว่าเทคโนโลยีหลักส่วนใหญ่ยังเป็นของบริษัทต่างชาติ แต่การเพิ่มขึ้นของคำขออนุสิทธิบัตรจากผู้ยื่นชาวไทยถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการเรียนรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับโอกาสของประเทศไทย ยังมีศักยภาพในการพัฒนาบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการคมนาคม และโลจิสติกส์อัจฉริยะของอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งภายในภูมิภาคนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตลอดจนการส่งเสริมระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่มีแนวโน้มเติบโตสูง

ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามารถพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศนวัตกรรมให้สอดรับกับทิศทางเทคโนโลยีโลกได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และยกระดับบทบาทของประเทศในห่วงโซ่คุณค่าด้านการขนส่ง และพลังงานสะอาดของภูมิภาคในระยะยาว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์