วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม 2569

Login
Login

นายกฯ คุมเอง ดึงลงทุน EEC เคลียร์ปมไฮสปีดเทรน CP จบปีนี้

ในช่วงที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกพอ.)

ล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 16 มิ.ย.2569 รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 234/2569 และคำสั่งที่ 233/2569 เรื่องการยกเลิกการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี โดยนายพิพัฒน์ ให้ยกเลิกกำกับดูแล สกพอ.และยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน รัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) มีศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC ช่วงเวลานี้ เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) ให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนพร้อมแล้ว จังหวะต่อไปนื้คือ การตลาด

“เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาท นักการตลาดให้กับประเทศ เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ และนักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วย จับคู่ทางธุรกิจ ( Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด” นายอนุทิน กล่าว

ตั้งเป้า “อีอีซี” อาหาร-ดาต้าเซนเตอร์

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรี ทั้ง 2 ฉบับ มาจากการพูดคุยกันระหว่างนายกรัฐมนตรี และนายพิพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีจะนำ EEC มาดูแลเอง และวางสถานะนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย ซึ่งนำ EEC เป็นโครงการนำร่องไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ และนำเสนอในมุมมองใหม่

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าหมายให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก และเป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งต้องประสานงานหลายหน่วยงาน โดยนายกรัฐมนตรีเห็นความจำเป็นต้องดึงการบริหารงาน EEC กลับมากำกับดูแลเอง

สำหรับการผลักดัน EEC เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากในพื้นที่มีความพร้อมทั้งปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้ และพืชสวน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกับหลายประเทศทั่วโลก และเป็นจุดแข็งของ EEC ที่จะดึงการลงทุนเข้ามาในพื้นที่มหาศาล

รวมทั้งรัฐบาลพิจารณาแล้วว่าการดึงดูดการลงทุนใน EEC จะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดการจัดหาไฟฟ้า และน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากเน้นลงทุนดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก และรัฐบาลมีกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่น และผู้ลงทุนดาต้าเซนเตอร์ต้องเตรียมความพร้อมไฟฟ้า และแหล่งน้ำเอง

เบรก สกพอ. - BOI ทำงานปะทะกัน

สำหรับการที่นายกฯ ดึงงาน EEC กลับมาดูเองไม่มีความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายพิพัฒน์ และนายพิพัฒน์เป็นผู้เสนอเองว่า การทำงานระหว่าง สกพอ.และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปะทะกันมาตลอด ซึ่งนายพิพัฒน์ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้ จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำกลับมากำกับดูแลเอง

รวมทั้งไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายพิพัฒน์ ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับบริษัทเอเชีย เอรา วัน (กลุ่มซีพี

"คนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้คือ นายกรัฐมนตรีเอง โดยนายกรัฐมนตรีก็บอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน” แหล่งข่าว ระบุ

นายพิพัฒน์ ตอบคำถามประเด็นการลดบทบาทว่า “ไม่ เพราะถือว่าทุกคนทำหน้าที่ได้เท่ากัน ซึ่งหลังจากนี้นายกรัฐมนตรีคงจะมอบหมายงานอื่นๆ”

“อนุทิน” ชี้ศักยภาพ EEC ดึงลงทุน

นายอนุทินให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ว่า EEC มีศักยภาพด้านการลงทุนในช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาดให้กับ EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจนพร้อมแล้ว และจังหวะต่อไปเป็นการตลาด

“เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้ประเทศ เนื่องจากเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะเจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ นักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ธุรกิจ เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ไทยมากที่สุด” นายอนุทิน กล่าว

เดินหน้าสิทธิประโยชน์ดึงลงทุน “อีอีซี”

รายงานข่าวระบุว่า กพอ.ได้เตรียมจัดทำสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 โดยเป็นการส่งเสริมลงทุน 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย การแพทย์ ดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว

ทั้งนี้ ต้องพัฒนาต้องบุกเบิกกิจการในอุตสาหกรรมไทยที่มีความสำคัญของกิจการต่อห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งมีแผนการลงทุนที่กำหนดเวลาเริ่มประกอบการชัดเจน เกิดมูลค่าการลงทุนจริงในพื้นที่ มีเทคโนโลยี และแผนถ่ายทอดองค์ความรู้

ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมต้องก่อให้เกิดความยั่งยืนของการดำเนินกิจการ สร้างการมีส่วนร่วมลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และต้องสร้างมีส่วนร่วมพัฒนา และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่

รวมทั้งที่ผ่านมา กพอ.เห็นชอบในการกำหนดมาตรการเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเริ่มโครงการ EECa ได้โดยเร็ว เช่น การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้าอยู่อาศัยเพื่อทำงานหรือประกอบกิจการในพื้นที่ การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการเช่า และการโอนอสังหาริมทรัพย์

ได้ข้อสรุปไฮสปีดซีพีเดินหน้าภายในปีนี้

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่า รฟท.รักษาการในตำแหน่งผู้ว่า รฟท. เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรอรับฟังข้อเสนอจากทางเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ที่กลับไปหาทางออกเพิ่มเติมจากกรณีจะไม่มีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน

ทั้งนี้ ภายหลังเอกชนตอบกลับถึงข้อเสนอเพิ่มเติมแล้วทราบว่า สกพอ.จะนัดหารือร่วม 3 ฝ่าย คือ สกพอ. รฟท. และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ก่อนนำข้อเสนอในการผลักดันโครงการนี้เข้าสู่ที่ประชุม กพอ.โดย รฟท.เชื่อมั่นว่าโครงการไฮสปีดสายนี้จะคืบหน้า และมีทางออกที่เหมาะสม และสามารถเดินหน้าได้ภายในปี 2569

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ ว่า โครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ใกล้ได้ข้อสรุปแนวทางดำเนินโครงการแล้ว เพียงแต่รอข้อเสนอจากทางเอกชนที่นำไปหารือเพิ่มเติมกับสถาบันการเงิน และนำมาหารือร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง สกพอ. รฟท. และเอกชนคู่สัญญา เพื่อเจรจาว่ามีส่วนใดที่ภาครัฐสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก 

“แนวทางของการเลิกสัญญา และเปิดประมูลใหม่ เป็นแนวทางออกในกรณีร้ายแรงสุด หรือ Worst-Case” แหล่งข่าว กล่าว

ขณะที่การเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนเป็นหนึ่งแนวทางที่คณะทำงาน 3 ฝ่ายเจรจากันมาต่อเนื่อง อีกทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด ได้พิจารณาและส่งร่างแก้ไขสัญญามายัง รฟท.โดยไม่มีข้อสังเกตเพิ่มเติมต่อการแก้ไขสัญญา ส่วนกรณีข้อสังเกต 18 ประเด็นที่อัยการสูงสุดสอบถามไว้ก่อนหน้านี้ รฟท.ตอบกลับชี้แจงหมดแล้ว

ภาครัฐไม่มีนโยบายแก้สัญญา “ซีพี”

เช่นเดียวกันประเด็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้มีประเด็นสำคัญการวางหลักประกันโครงการ โดยอัยการสูงสุดมีข้อสังเกตว่าควรให้รวมหลักประกันทั้งส่วนหลักประกันสัญญา และหลักประกันเพิ่มเติมไว้ด้วยกัน ซึ่ง รฟท.ชี้แจงประเด็นนี้ โดยหลักประกันทั้ง 2 ส่วนถูกแยกกันมาตั้งแต่ต้นตามมติ กพอ.เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และอัยการรับทราบ และไม่ขัดข้อง

“ตอนนี้ทางอัยการสูงสุดก็ไม่ได้มีข้อสังเกตกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน แต่ภาครัฐยังคงมีนโยบายไม่แก้สัญญาร่วมลงทุน ทำให้ขณะนี้ทางเอกชนจึงขอกลับไปหาข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อนำมาหารือ ซึ่งทางออกน่าจะมีการเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติม ซึ่งต้องหารือร่วมกันก่อนว่าเป็นสิ่งที่ภาครัฐดำเนินการได้หรือไม่”

“ซีพี” ติดปัญหาการขอสินเชื่อ

ส่วนข้อเสนอการเจรจาให้กลุ่มซีพีรับงานก่อสร้างส่วนต่อขยายไฮสปีด 3 สนามบิน ระยะที่ 2 ช่วงอู่ตะเภา-ระยอง-จันทบุรี-ตราด ให้เป็นข้อเสนอเสริม เพื่อจูงใจเดินหน้าโครงการนั้น เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวไม่ใช่ทางออกที่จูงใจเอกชนได้ เนื่องจากปัญหาขณะนี้เอกชนหาสินเชื่อในการเริ่มก่อสร้างโครงการไม่ได้

อย่างไรก็ดี ทราบว่าปัจจุบันความล่าช้าของโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ส่งผลกระทบต่อโครงการไฮสปีดไทย-จีน เนื่องจากมีพื้นที่ทับซ้อนงานก่อสร้างช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง และปัจจุบันโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เดินหน้าอย่างต่อเนื่องแล้ว 

สำหรับการหารือร่วมของคณะทำงาน 3 ฝ่าย ได้กำหนดกรอบเวลาของการเจรจาทางออกในโครงการนี้ โดยต้องได้ข้อสรุปภายในเดือนก.ย.2569 หากไม่แล้วเสร็จ รฟท.จะเดินหน้าการก่อสร้างพื้นที่ทับซ้อนของโครงการไฮสปีดไทย-จีนเอง เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันที่งานก่อสร้างพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวทางกลุ่มซีพีต้องดำเนินการ

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์