ความมั่นคงและความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียนเผชิญกับความท้าทาย เมื่อมีใช้เหล็กก่อสร้างจากเตาหลอมไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ (Induction Furnace - IF) และอาจกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้
สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน (ASEAN Iron & Steel Council - AISC) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้เตาหลอม IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความแข็งแรงทนทานและความปลอดภัยของอาคาร สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในระยะยาว
รายงานจากคณะทำงานของ AISC ระบุว่า กระบวนการผลิตเหล็กนั้นส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพ ความแข็งแรง ทนทาน และความปลอดภัย โดยทั่วไปการผลิตเหล็กจากเตาหลอมเหล็ก (BF/BOF) และเตาหลอมไฟฟ้า (EAF) จะมีขั้นตอนการทำให้บริสุทธิ์เพื่อกำจัดสิ่งเจือปน แต่กระบวนการของเตาหลอมแบบ IF นั้นไม่มีขั้นตอนการทำบริสุทธิ์ขั้นปฐมภูมิ ทำให้ไม่สามารถกำจัดสิ่งเจือปนที่เป็นอันตรายออกจากเศษเหล็กได้
ผลลัพธ์ที่ได้คือ เหล็กที่ผลิตจากเตา IF จะมีระดับสิ่งเจือปน ตกค้างสูง ซึ่งส่งผลให้เหล็กมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ความเหนียวลดลง และความต้านทานต่อความล้าต่ำลง ซึ่งอาจทำให้เหล็กเสื่อมประสิทธิภาพเมื่อนำไปใช้ในโครงสร้างที่สำคัญ
นอกจากนี้ ผลการทดสอบในมาเลเซียยังพบว่า เหล็กจากเตา IF มีค่า K4 (ตัวชี้วัดระดับสิ่งเจือปน) สูงกว่าเหล็กจากเตา EAF หรือ BOF ถึง 4-5 เท่า ทำให้ไม่เหมาะสมกับงานโครงสร้างที่ต้องการความปลอดภัยสูง
อาเซียนเสี่ยงรับแผ่นดินไหว
สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมกังวัลคือ แม้ว่าเหล็กจากเตา IF ในปัจจุบันอาจผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดทางเคมีพื้นฐาน แต่มาตรฐานระดับชาติที่มีอยู่นั้นถูกออกแบบมานานหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่มีการนำเตาหลอมประเภทนี้มาใช้ผลิตเหล็กก่อสร้างในปริมาณมหาศาล ทำให้ระบบการทดสอบในปัจจุบันไม่สามารถตรวจจับความเสี่ยงแฝงเหล่านี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิภาคอาเซียนยังตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว หากนำเหล็กที่ไม่มีประสิทธิภาพทนทานเพียงพอมาใช้งาน อาจนำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและโศกนาฏกรรมที่รุนแรงเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ
นานาชาติแห่แบนและคุมเข้มเตา IF
ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้ตระหนักถึงปัญหานี้และเริ่มควบคุมหรือยกเลิกการใช้เหล็กจากเตา IF แล้ว นำโดยประเทศจีนที่สั่งแบนการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF อย่างเด็ดขาดตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2017 โดยจัดให้เป็น "เหล็กที่ต่ำกว่ามาตรฐาน" ขณะที่อินเดียก็ห้ามใช้เหล็ก IF สำหรับงานโครงสร้างที่มีความสำคัญเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ในกลุ่มประเทศอาเซียนก็เริ่มตื่นตัวต่อปัญหานี้ เช่น ประเทศเวียดนามที่มีแผนทยอยลดการใช้เตาหลอมดังกล่าว ประเทศฟิลิปปินส์ที่กำลังผลักดันกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเพื่อปราบปรามเหล็กไม่ได้มาตรฐาน และประเทศไทยที่ได้ออกข้อกำหนดบังคับให้ต้องทำเครื่องหมายระบุวิธีการผลิตบนเหล็กเส้นอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้บริโภคและผู้รับเหมาทราบ
ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลอาเซียน
เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางโครงสร้างที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในภูมิภาค คณะทำงาน AISC จึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้
- ทบทวนการอนุญาตให้ใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง โดยพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและแนวทางปฏิบัติของสากล
- จำกัดการใช้เหล็กจากเตา IF ให้อยู่เฉพาะในงานระดับรองที่ไม่สำคัญ และต้องบังคับให้ทำเครื่องหมายบนเนื้อเหล็กอย่างชัดเจน เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ ณ สถานที่ก่อสร้าง
- ยกระดับมาตรฐานและการทดสอบให้เข้มงวดขึ้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยหากยังคงอนุญาตให้ใช้เหล็กชนิดนี้อยู่
- กำหนดนโยบายทยอยยกเลิก การใช้เตา IF อย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมบังคับใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่า
AISC ระบุว่า การเพิกเฉยต่อปัญหานี้อาจเป็นการส่งเสริมให้เกิดการผลิตเหล็กด้อยคุณภาพเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการมีนโยบายเชิงรุกตั้งแต่วันนี้จึงเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยป้องกันความล้มเหลวทางโครงสร้าง ปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนได้

