บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด (SKY) ผู้ผลิตเหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณ ซึ่งถูกสั่งให้หยุดโรงงานเมื่อปลายปี 2567 ได้รับอนุญาตให้เดินเครื่องได้หลังกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีคำสั่งอนุญาตวันที่ 5 มิ.ย.2569 โดย SKY มีโรงงานตั้งที่เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ระบุถึงกาลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 เพื่อติดตามการปรับปรุงโรงงาน พบว่า SKY ปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษทางอากาศเรียบร้อย และต่อมาวันที่ 7 เม.ย.2569 ได้เก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องระบายเพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ พบค่าความเข้มข้นสารเจือปนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
รวมถึงมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตเหล็กให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้ประกอบกิจการต่อได้
สำหรับโรงงานของ SKY ถูกระบุถึงการผลิตเหล็กด้วยกระบวนการหลอมด้วยเตา Induction Furnace (IF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีข้อจำกัดของเตาหลอมที่ไม่มีระบบออกซิเดชัน (Oxidation) และการสร้างสแลก (slag) สำหรับกำจัดหรือดูดซับสารมลทิน เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน รวมถึงสิ่งเจือปนที่มากับเศษเหล็ก เช่น โบรอน รวมทั้งอาจมีผลต่อคุณภาพเหล็กเส้น
ที่ผ่านมามีข้อเรียกร้องจาก 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็ก ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาให้โรงงานที่ถูกสั่งปิดต้องทำตามข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตอย่างเคร่งครัด ขณะที่การที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมสั่งให้ SKY กลับมาเดินเครื่องได้สร้างความกังวลให้หลายฝ่าย
เส้นทางตั้งโรงเหล็กเตา IF ในไทย
ขณะที่เหล็กเส้นเป็นสินค้าที่การผลิตและจำหน่ายต้องได้ มอก.โดยก่อนปี 2543 ไทยมี มอก.เหล็กเส้น 3 ฉบับ คือ มอก.211-2527 เหล็กรีดซ้ำ, มอก.20-2527 เหล็กเส้นกลม และ มอก.24-2536 เหล็กข้ออ้อย ต่อมาปี 2543 มีการยกเลิก มอก.211-2527 เหล็กรีดซ้ำ และแก้ไข มอก.20-2536 ให้ครอบคลุมเหล็กเส้นกลมทุกประเภท
จุดเปลี่ยนสำคัญของการเปิดทางให้มีการตั้งโรงเหล็กที่มีเตาหลอม IF อยู่ที่ปี 2558 มีการแก้ไข มอก.ที่เพิ่มกระบวนการผลิตของเตาหลอก IF ได้ โดยไทยปัจจุบันมีโรงงานเหล็กที่ผลิตด้วยเตา IF รวม 12 แห่ง ประกอบด้วย
1.บริษัท ซิน เคอ หยวน จำกัด (ระยอง) 2.บริษัท เดอะ ซี เอส เอส สตีล จำกัด (เดิม ชลบุรี สเปเชี่ยล สตีล กรุ๊ป) (ชลบุรี) 3.บริษัท เอบี สตีล จำกัด (สระแก้ว) 4.บริษัท เชาว์ สตีล จำกัด (ปราจีนบุรี) มีเตาปรุงเหล็ก (LF)
5.บริษัท ไทยชิง/หยงซิง สตีล จำกัด (ปราจีนบุรี) มีเตาปรุงเหล็ก LF 6.บริษัท ทีเอสบี เหล็กกล้า จำกัด (ปราจีนบุรี) 7.บริษัท เคพีพี สตีล จำกัด (ปราจีนบุรี) 8.บริษัท สิงห์ไทย สตีล จำกัด (ปราจีนบุรี)
9.บริษัท ไทย เฮง สตีล จำกัด (เพชรบุรี) 10.บริษัท ตงเป่า สตีล จำกัด (นครราชสีมา) 11.บริษัท แอลเอ็น อุตสาหกรรมเหล็กไทย (เดิมชื่อ หลิ่ง หนัน สตีล) (นครปฐม) 12.บริษัท บีเอ็นเอสเอส สตีล กรุ๊ป จำกัด (ชลบุรี) ถูกสั่งปิด เม.ย.2569)
นโยบายไทยสวนทางจีน
การอนุญาตให้มีโรงเหล็กที่มีเตา IF ของไทยสวนทางกับจีนที่เริ่มมีแนวคิดปิดโรงเหล็กที่มีเตา IF ตั้งแต่ปี 2542 เพราะข้อกังวลด้านคุณภาพเหล็กและสิ่งแวดล้อม
จนกระทั่งปี 2560 จีนสั่งปิดโรงเหล็กที่มีเตา IF รวม 600 แห่ง กำลังผลิต 120 ล้านตัน และกำหนดให้การผลิตเหล็กเส้นต้องมาจากเตา EAF หรือ Electric Arc Furnace เป็นเตาหลอมเหล็กด้วยพลังงานไฟฟ้าที่มีจุดเด่นในการควบคุมคุณภาพเหล็กได้ดี
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีการนำเครื่องจักรในโรงงานเหล็กออกมาลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียนและไทย ซึ่งการเข้ามาลงทุนมีทั้งการเข้ามาซื้อหุ้นโรงงานเหล็กของไทยและการตั้งโรงงานใหม่
กังวลคุณภาพเหล็กจากเตา IF
ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า คุณภาพเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตาหลอมแบบ IF ในกลุ่มวิศวกรมีความกังวลด้านความปลอดภัย เพราะเหล็กเป็นวัสดุหลักที่สำคัญต่อความแข็งแรงโครงสร้างอาคาร
ทั้งนี้ แม้ที่ผ่านมายังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าเหตุการณ์อาคารพังทลายบางแห่งเกิดจากเหล็กชนิดนี้โดยตรง แต่ในเชิงคุณภาพและการได้มาตรฐานยังเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญลำดับแรก
นายอมร กล่าวว่า ในทางทฤษฎีการผลิตเหล็กให้ได้คุณภาพจากเตา IF ทำได้ แต่ทางปฏิบัติทำได้ยากเพราะเตาประเภทนี้มีข้อจำกัดสำคัญที่กระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนออกจากน้ำเหล็กทำได้ลำบาก หากวัตถุดิบที่เป็นเศษเหล็กมีธาตุเจือปนจำนวนมาก เช่น ฟอสฟอรัส และกำจัดออกไม่หมดจะส่งผลให้คุณภาพเหล็กมีความเปราะ
“หากต้องการให้เหล็กจากเตา IF มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล ผู้ผลิตต้องเพิ่มกระบวนการใช้เตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace - LF) และต้องคัดวัตถุดิบเศษเหล็กที่มีคุณภาพสูง”
บทเรียน “จีน” สั่งปิดเหล็กเตา IF หมดแล้ว
นอกจากนี้ การลงทุนในเตาปรุงน้ำเหล็กมีต้นทุนที่สูงมาก ซึ่งจะทำให้ข้อได้เปรียบด้านราคาถูกของเหล็กเตา IF หมดไปเมื่อเทียบเหล็กที่ผลิตจากเตาไฟฟ้า Electric Arc Furnace (EAF) ที่เป็นมาตรฐานสากล
จากข้อมูลพบว่า ประเทศจีนที่เคยเป็นผู้ใช้เตา IF รายใหญ่ ได้ยกเลิกการใช้เตาประเภทนี้ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างตั้งแต่ปี 2558-2559 โดยมีการสั่งปิดโรงงานทั้งหมด เนื่องจากตระหนักถึงปัญหาด้านคุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาว่าในขณะที่ประเทศต้นทางเทคโนโลยีอย่างจีนยกเลิกไปแล้ว แต่ไทยยังอนุญาตให้ใช้งานได้
แนะแยก มอก.พร้อมจำกัดการใช้งาน
ทั้งนี้ สมอ.กำลังปรับปรุงมาตรฐาน มอก.เหล็กเส้นที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยคาดว่าจะเปลี่ยนแปลงเร็ว ๆ นี้ ซึ่งสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะเร่งผลักดันการแยกมาตรฐานและการระบุขอบเขตการใช้งานให้ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชนระยะยาว
ดร.อมร กล่าวว่า สมอ.ควรแยกมาตรฐาน มอก.สำหรับเหล็กที่ผลิตจากเตา IF ออกมาให้ชัดเจน ไม่ควรนำมาปะปนกับเหล็กมาตรฐานทั่วไป พร้อมระบุขอบเขตการใช้งานอย่างเคร่งครัด อาทิ
1. อนุญาตให้ใช้เฉพาะอาคารขนาดเล็ก หรืออาคารที่สูงไม่เกิน 2 ชั้น และไม่อยู่ในเขตเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว
2. ห้ามใช้โดยเด็ดขาดกับอาคารที่ความความสูง รวมถึงโครงสร้างสะพานขนาดใหญ่ และโครงสร้างสาธารณะที่มีความสำคัญสูง
“ไม่ควรเน้นเหล็กราคาถูกสำหรับโครงสร้างที่สำคัญ ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญกว่ามาก โดยเฉพาะการรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวหรือน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นตามการใช้งาน” ดร.อมร กล่าว
ช่องโหว่การตรวจสอบ “ประชาชน” รับความเสี่ยง
ดร.อมร แสดงความกังวลถึงกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐ โดยระบุว่า สมอ.อาจมีกำลังคนไม่เพียงพอในการตรวจติดตามโรงงานอย่างทั่วถึง ซึ่งมีความเสี่ยงที่เหล็กที่ส่งไปตรวจเพื่อให้ขอรับใบรับรอง มอก.อาจเป็นเหล็กที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพดีเป็นพิเศษ แต่เหล็กที่ผลิตขายจริงสู่ท้องตลาดอาจไม่ได้คุณภาพตามนั้น
ทั้งนี้ ประชาชนไม่สามารถแยกได้ว่าเหล็กเส้นที่ซื้อมาผลิตจากเตาประเภทใด เนื่องจากเป็นรายละเอียดทางเทคนิค แม้มีตัวอักษรนูนระบุบนเนื้อเหล็ก ทางสมาคม TSEA จึงทำได้เพียงส่งสัญญาณเตือนไปยังวิศวกรและผู้รับเหมาให้ระวังการเลือกใช้เหล็ก ขณะที่หน่วยงานรัฐบางแห่ง เริ่มออกข้อกำหนดภายในห้ามใช้เหล็กจากเตา IF ในโครงการของตนเองแล้ว
มอก.ปี 59 จุดเปลี่ยนวิกฤติเหล็กเส้น
แหล่งข่าวจากผู้ผลิตเหล็ก เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากย้อนไปกว่า 20 ปี มาตรฐานเหล็กเส้นไทยกำหนด มอก.20 สำหรับเหล็กเส้นกลม และ มอก.24 สำหรับเหล็กข้ออ้อย ซึ่งเคยมีความเข้มงวดสูง
ทั้งนี้กำหนดให้ต้องผลิตจากกระบวนการหลอมที่ได้มาตรฐานสากลเท่านั้น เช่น เตา Open Hearth (OH), Basic Oxygen Furnace (BOF) หรือ Electric Arc Furnace (EAF) ซึ่งมีกระบวนการปรุงส่วนผสมน้ำเหล็ก (Refining) ให้เหล็กมีความสะอาดและมีมาตรฐานสม่ำเสมอ
ขณะที่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นปี 2559 เมื่อแก้ไข มอก.ทั้ง 2 ฉบับ โดยปรับถ้อยคำในข้อกำหนดกรรมวิธีการผลิต จากเดิมล็อคประเภทเตาหลอมชัดเจน เปลี่ยนเป็นใช้คำว่า “ต้องมีกรรมวิธีอันใดอันหนึ่ง” ซึ่งเป็นการเปิดช่องที่ทำให้นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิกังวลจะเป็นการอนุญาตให้ใช้เตา IF ที่ไม่มีระบบปรุงแต่งส่วนผสมการผลิตเหล็กเส้น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยากต่อการควบคุมคุณภาพให้เสถียร
“อุตสาหกรรมเหล็กเกิดวิกฤติเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะร้ายแรง จากการปล่อยให้ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทั่วโลกสั่งแบนอย่างเตา IF มาใช้ผลิตเหล็กเส้น ซึ่งเป็นผลพวงจากการแก้ไข มอก.เมื่อปี 2559 ที่อาจเป็นช่องว่างให้เหล็กด้อยคุณภาพทะลักเข้าตลาดโครงการก่อสร้างภาครัฐและเอกชน”
บทเรียน “ตึกเต้าหู้” จากจีน สู่ภัยเงียบในไทย
แหล่งข่าว กล่าวว่า ขณะที่ไทยเริ่มเปิดประตูให้เตา IF ในปี 2559 แต่ทางกลับกันที่จีน ซึ่งเคยเจอปัญหาตึกเต้าหู้ถล่ม จากเหล็กด้อยคุณภาพ ได้ศึกษาพบเหล็กจากเตา IF เป็นต้นเหตุสำคัญ โดยทำให้ปี 2560 รัฐบาลจีนสั่งปิดโรงงานเหล็กที่ใช้เตา IF กว่า 600 แห่งทั่วประเทศ รวมกำลังผลิต 120 ล้านตัน ภายใน 6 เดือน และปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นให้บังคับใช้เฉพาะเตา BOF และ EAF เท่านั้น
“เป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้า เมื่อจีนสั่งแบนเทคโนโลยีนี้เพราะสร้างอันตราย แต่เครื่องจักรเหล่านั้นถูกถอดและนำเข้ามาติดตั้งเป็นเครื่องมือ 2 ในไทยในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน” แหล่งข่าว กล่าว
ทั้งนี้ปัจจุบันมีโรงงานที่ใช้ทุนจีนและเทคโนโลยี IF ในไทยถึง 11 แห่ง ส่วนใหญ่ 9 จาก 11 แห่ง ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก LF ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าโรงงานมาตรฐาน แต่คุณภาพเหล็กที่ได้มีความเสี่ยงสูง
“เม็ดทราย” ในเนื้อเหล็กกับภัยแผ่นดินไหว
อย่างไรก็ตาม ในเชิงเทคนิคเตา IF เปรียบเสมือนหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่ใส่เศษเหล็กอะไรลงไปก็ได้ลงไป แต่เศษเหล็กในไทยมักปนเปื้อนสูงจากซากรถและขยะ ดังนั้นหากไม่มีกระบวนการปรุงที่ดีจะทำให้มีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในเนื้อเหล็ก เปรียบเสมือนเม็ดทรายขนาดเล็กกระจายในเนื้อเหล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
“หากอาคารทั่วไปที่ไม่มีแรงสั่นสะเทือนอาจไม่เห็นผล แต่เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งไทยไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป เม็ดทรายเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของรอยแตกทำให้เหล็กเปราะและหักโค่นทันที” แหล่งข่าว กล่าว
ขณะที่ข้อเสนอที่ผ่านมาสอดคล้องมาตรฐานสากล เช่น จีนและญี่ปุ่น ที่บังคับให้เหล็กเกรดต้านทานแผ่นดินไหว ต้องผ่านกระบวนการ External Refining เท่านั้นเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนเหล่านี้ออกไป

