วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน 2569

Login
Login

เปิดข้อมูลเชื่อมโยงได้ ‘ไม่ใช้แค่สกัดทุจริต’ แต่เสริมแกร่งความสามารถการแข่งขัน

เปิดข้อมูลเชื่อมโยงได้ ‘ไม่ใช้แค่สกัดทุจริต’ แต่เสริมแกร่งความสามารถการแข่งขัน

KRAC คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ติดตามบทเรียนจากหลายประเทศ ถึงนโยบายการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

“กรุงเทพธุรกิจ” และ ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันในไทยที่เป็นกับดักของประเทศ และทำให้หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา

รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก แสดงความเห็นต่อประเด็นการเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน นอกจากจะเป็นการป้องกันการทุจริตแล้วยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ในอดีตค่าแรงต่ำ ทำเลที่ตั้ง หรือสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนถือเป็นสิ่งสำคัญ 

แต่ปัจจุบัน “ข้อมูล” ได้กลายเป็นปัจจัยสัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างผลิตภาพ นวัตกรรม และการตัดสินใจที่แม่นยำ ภาครัฐคือผู้ถือครองข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งแต่ข้อมูลแผนที่ ที่ดิน งบประมาณ การค้า การขนส่ง สาธารณสุข การศึกษา สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง 

หากข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บแยกเป็นไซโล ใช้คนละมาตรฐาน และเข้าถึงยาก ก็เท่ากับประเทศปล่อยให้ทรัพยากรสำคัญนอนนิ่งอยู่ในแฟ้มราชการ แต่หากเปิดเผยในรูปแบบที่ค้นได้ ใช้ซ้ำได้ อ่านด้วยเครื่องมือได้ และเชื่อมโยงข้ามหน่วยงานได้ ข้อมูลภาครัฐจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ทันที

ติดตามบทเรียนจากหลายประเทศ

บทเรียนจากหลายประเทศชี้ตรงกันว่า การเปิดข้อมูลไม่ใช่แค่เรื่องความโปร่งใส แต่เป็นเครื่องมือสร้างนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขัน งานศึกษาด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐของ Ham Juyeon และคณะพบว่า 

ประเทศจำนวนมากเริ่มนโยบายเปิดข้อมูลภาครัฐหลังสหรัฐและสหราชอาณาจักรเดินหน้าในปี 2009 โดยมีเป้าหมายทั้งเพิ่มความโปร่งใส การมีส่วนร่วม สร้างนวัตกรรมจากข้อมูล และยกระดับขีดความสามารถของประเทศ 

แต่ข้อค้นพบสำคัญกว่านั้นคือ การนำข้อมูลไปใช้จริงสำคัญกว่าการนำข้อมูลไปวางไว้บนแพลตฟอร์มเฉย ๆ เพราะข้อมูลที่ไม่มีใครใช้ ย่อมไม่สร้างมูลค่า งานวิจัยเดียวกันย้ำว่า ศักยภาพของข้อมูลเปิดจะเกิดขึ้นได้เมื่อเชื่อมกับการจัดการความรู้และการไหลเวียนของความรู้ในระบบเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญได้ไปไกลเกินกว่า “เปิดหรือไม่เปิดข้อมูล” แล้ว (ยังไงก็ต้องเปิด) แต่วันนี้เราต้องมาคุยต่อว่า “เปิดแล้วเชื่อมโยงกันได้หรือไม่” ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลทะเบียนธุรกิจเชื่อมกับข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง ภาษี ศุลกากร มาตรฐานสินค้า และข้อมูลแรงงาน จะช่วยให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์ตลาด ซัพพลายเชน และโอกาสส่งออกได้ดีขึ้น 

หากข้อมูลแผนที่ ที่ดิน โครงข่ายคมนาคม น้ำ ไฟฟ้า ผังเมือง และสิ่งแวดล้อมเชื่อมกันได้ นักลงทุนจะประเมินพื้นที่ตั้งโรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า หรือโครงการพลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น ลดต้นทุนการค้นหาข้อมูลและลดความไม่แน่นอน ขณะที่รัฐเองก็สามารถออกแบบนโยบายอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานได้แม่นยำกว่าเดิม

ตัวอย่างที่ชัดเจนของภาคท่องเที่ยว

ภาคท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด งานศึกษาที่เปรียบเทียบข้อมูล OpenStreetMap กับตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันด้านท่องเที่ยวพบว่า 

ข้อมูลเปิดและข้อมูลแบบร่วมสร้างจากผู้ใช้สามารถสะท้อนสถิติท่องเที่ยวทางการได้ค่อนข้างดีในหลายตัวแปร และอาจใช้เสริมข้อมูลทางการในกรณีที่ข้อมูลหายาก ไม่ละเอียด หรืออัปเดตช้า ถ้าไทยเปิดข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว เส้นทางขนส่ง โรงแรม ร้านอาหาร มรดกวัฒนธรรม สิ่งอำนวยความสะดวก สุขอนามัย ความปลอดภัย และข้อมูลเชิงพื้นที่ในมาตรฐานเดียวกัน 

เอกชนจะสามารถพัฒนาแอป แผนการเดินทาง ระบบแนะนำเมืองรอง บริการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุหรือคนพิการ และเครื่องมือบริหารนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น นี่คือการเปลี่ยนข้อมูลราชการให้กลายเป็นบริการที่แข่งขันได้ในตลาดโลก

ภาคส่วนที่ไทยควรเร่งเปิดข้อมูลให้เชื่อมโยงได้ ได้แก่ เกษตร อาหาร ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด และ SME เพราะทั้งหมดเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญและต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น 

ในภาคเกษตร หากข้อมูลสภาพอากาศ น้ำ ดิน ราคาสินค้า โรคพืช ตลาดส่งออก และมาตรฐานความปลอดภัยเชื่อมกัน เกษตรกรและธุรกิจอาหารจะวางแผนการผลิต ลดความสูญเสีย และเจาะตลาดคุณภาพสูงได้ดีขึ้น ในภาคโลจิสติกส์ หากข้อมูลท่าเรือ รถไฟ ถนน ศุลกากร และคลังสินค้าเชื่อมกัน ผู้ประกอบการจะลดต้นทุนและเวลาขนส่งได้ ในภาคพลังงานสะอาด 

หากข้อมูลโครงข่ายไฟฟ้า แสงอาทิตย์ พื้นที่เหมาะสม และความต้องการใช้ไฟเปิดอย่างเป็นระบบ จะช่วยเร่งการลงทุนโซลาร์ สมาร์ตกริด และธุรกิจคาร์บอนต่ำ

"ข้อมูลเชื่อมโยงได้" ถือเป็นหัวใจหลัก

หัวใจของนโยบายนี้จึงคือการยกระดับ “ข้อมูลเปิด” ให้เป็น “ข้อมูลเชื่อมโยงได้” ประเทศไทยควรกำหนดชุดข้อมูลยุทธศาสตร์ที่ต้องเปิดก่อน เช่น ข้อมูลบริษัท ที่ดิน งบประมาณ จัดซื้อจัดจ้าง การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม 

พร้อมกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลาง รหัสอ้างอิงร่วม ระบบ API และกลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กันไป ภาครัฐต้องมองตนเองไม่ใช่เจ้าของข้อมูลที่รออนุญาตให้ใครใช้ แต่เป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลให้เศรษฐกิจทั้งระบบ 

เมื่อข้อมูลรัฐเชื่อมกัน เอกชนจะสร้างบริการใหม่ได้เร็วขึ้น SME จะเข้าถึงโอกาสมากขึ้น นักลงทุนจะเห็นความพร้อมของประเทศชัดขึ้น และนโยบายสาธารณะจะตอบโจทย์เศรษฐกิจจริงมากขึ้น การเปิดข้อมูลให้เชื่อมโยงได้จึงควรเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมแกร่งศักยภาพการแข่งขันของไทยในทศวรรษหน้าที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ