“วราวุธ” ลุย “มาบตาพุด คอมเพล็กซ์” รับฟังเสียงเอกชนแก้ 5 ปมท้าทายภาคอุตสาหกรรม หนุน กนอ. ยกระดับสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวอัจฉริยะของภูมิภาค
KEY POINTS
- นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่มาบตาพุด คอมเพล็กซ์ เพื่อหารือกับภาคเอกชนเกี่ยวกับ 5 ปมท้าทายสำคัญที่กดดันภาคอุตสาหกรรมไทย
- วิกฤติการแข่งขันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก: เอกชนเรียกร้องให้รัฐลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงกฎระเบียบให้รวดเร็วขึ้น
- ต้นทุนพลังงานและสาธารณูปโภคสูง: เสนอให้รัฐผลักดันระบบพลังงานเสรี การใช้สาธารณูปโภคร่วม และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน (RE100)
- มาตรการลดคาร์บอนและการค้าสีเขียว (CBAM): ต้องการให้รัฐร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สนับสนุนพลังงานสะอาด และพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ไฮโดรเจน และ CCUS
- ระบบอนุญาตภาครัฐที่ซ้ำซ้อน: เรียกร้องให้ปฏิรูปขั้นตอน EIA/EHIA ผ่านระบบดิจิทัล One Stop Service และเปิดพื้นที่ Regulatory Sandbox
- ต้นทุนโลจิสติกส์: ผลักดันการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) และแพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง (Port Community System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
วานนี้ (30 พ.ค.2569) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม “มาบตาพุด คอมเพล็กซ์” จังหวัดระยอง เพื่อติดตามสถานการณ์อุตสาหกรรม รับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน และผลักดันการยกระดับพื้นที่สู่ “Smart & Sustainable Industrial Complex” ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงานสูง และมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
นายวราวุธ กล่าวว่า มาบตาพุด คอมเพล็กซ์ ถือเป็น“หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย” และเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ครอบคลุม 6 นิคมอุตสาหกรรม และ 1 ท่าเรืออุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรม และการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งให้มาบตาพุดเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล” นายวราวุธ กล่าว
ก่อนหน้านี้ คณะได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปการบริหารจัดการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด พร้อมลงเรือสำรวจพื้นที่โดยรอบ และเยี่ยมชมโรงไฟฟ้า รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานของ BLCP เพื่อศึกษาระบบบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จริง
สำหรับการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการในช่วงบ่าย (30 พ.ค. 2569) มีตัวแทนภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่เข้าร่วม อาทิ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG), บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP), บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC)
บริษัท อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็นเอฟซี จำกัด (มหาชน) (NFC), บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินอล จำกัด (PTT Tank), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC)
บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG), บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC)
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้สะท้อน “5 ปมท้าทายสำคัญ”ที่กำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหนัก
ประเด็นแรก คือ วิกฤติการแข่งขันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก ที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดจากจีนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรลดลงและการลงทุนใหม่ชะลอตัว ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้รัฐเร่งลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงกฎระเบียบให้อนุมัติได้รวดเร็วขึ้น
ประเด็นที่สอง คือ ต้นทุนพลังงานและสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น กลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งผลักดันระบบการเข้าถึงพลังงานเสรี การใช้สาธารณูปโภคร่วม (Common Utilities) และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับเป้าหมาย RE100
ประเด็นที่สาม คือ แรงกดดันจากมาตรการลดคาร์บอนและกติกาการค้าสีเขียวโลก โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของยุโรป ที่กำลังเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย ภาคเอกชนจึงต้องการให้รัฐร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สนับสนุนพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำ และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน (CCUS)
ประเด็นที่สี่ ยังมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูประบบอนุญาตภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน EIA/EHIA ผ่านระบบดิจิทัลและ One Stop Service รวมถึงเปิดพื้นที่ Regulatory Sandbox เพื่อทดลองนวัตกรรมใหม่ทางอุตสาหกรรม





