วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ร้านค้าทุจริต คนละครึ่ง คลังเอาจริง ฟันคดีอาญา 300 ราย ต่อยอด AI นกกระซิบ

ร้านค้าทุจริต คนละครึ่ง คลังเอาจริง ฟันคดีอาญา 300 ราย ต่อยอด AI นกกระซิบ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเปิดรับสิทธิโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" 60/40 วันแรกได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนอย่างล้นหลาม ทั้งในส่วนของประชาชนทั่วไปและร้านค้า โดยระบบเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 06.00 น. เพียงครึ่งชั่วโมงแรกมีผู้เข้ามาลงทะเบียนสูงถึง 10 ล้านราย ซึ่งมากกว่าโครงการ คนละครึ่ง ที่มียอดประมาณ 5 ล้านราย ในช่วงเวลาเดียวกัน

ทั้งนี้ ณ เวลา 12.00 น. ยังคงมีสิทธิเหลืออยู่ประมาณ 7.56 ล้านสิทธิ ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในการช่วยเหลือปัญหาปากท้องและพยุงเศรษฐกิจ

ในด้านของผู้ประกอบการ โฆษกกระทรวงการคลังได้กล่าวเชิญชวนให้ร้านค้าเข้ามาร่วมโครงการให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนและเพิ่มโอกาสในการขายของตนเองในช่วงที่ข้าวของแพง ปัจจุบันมีร้านค้าที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 977,000 ราย และเมื่อรวมกับกลุ่มที่รอการกดยืนยัน คาดว่าตัวเลขจะทะลุ 1 ล้านราย

พร้อมกันนี้ ได้ชี้แจงเพื่อคลายความกังวลใจของร้านค้าในเรื่องการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง โดยระบุว่า การเสียภาษีจะคิดจากผลกำไร ซึ่งร้านค้าขนาดเล็กมักมีกำไรไม่มาก และส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ถึง 26,000 บาทต่อเดือน เกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี จึงไม่อยากให้ความกลัวเรื่องภาษีมาทำให้เสียโอกาสในการเพิ่มยอดขาย

นายวินิจ กล่าวว่า สาเหตุที่ระบบการตรวจสอบสิทธิของร้านค้าต้องมีความรัดกุมและละเอียดอ่อน ว่าเป็นผลมาจากการป้องกันการทุจริตของคนกลุ่มเล็กๆ โดยในโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ส่งเรื่องดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิดไปแล้วประมาณ 300 ราย ซึ่งพบหลักฐานชัดเจนจากฐานข้อมูล เช่น การสแกนใช้งานที่จุดหนึ่ง และอีกเสี้ยววินาทีต่อมาไปสแกนใช้งานในจุดที่อยู่ห่างออกไป 40-50 กิโลเมตร

ทางกระทรวงการคลังยืนยันว่าจำเป็นต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะเป้าหมายหลักของโครงการนี้ไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการพยุงและช่วยเหลือผู้ที่กำลังลำบากจากวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อ

วางรากฐานร้านค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ

สำหรับเป้าหมายของโครงการนี้ กระทรวงการคลังไม่ได้มองเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 3-4 เดือน แต่ต้องการดึงร้านค้าเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มเพื่อดูแลกันในระยะยาว โครงการได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยพัฒนาระบบ AI ที่ชื่อว่า "นกกระซิบ" เข้ามาช่วยร้านค้าขนาดเล็กที่ทำกิจการเพียง 1-2 คนและไม่มีเวลาทำบัญชี โดย AI จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขาย เช่น แจ้งเตือนช่วงเวลาที่ขายดี เมนูใดเป็นสินค้ายอดฮิต และช่วยวิเคราะห์ต้นทุนเฉลี่ยให้

นอกจากนี้ ข้อมูลการรับ-จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" จะถูกบันทึกเป็นเหมือนบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างง่าย ซึ่งร้านค้าสามารถนำประวัติการทำธุรกรรมส่วนนี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการกับสถาบันการเงินของรัฐได้ เช่น สินเชื่อสร้างเครดิตของธนาคารออมสิน ถือเป็นการยกระดับทักษะ (Up-skill) ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ก้าวเข้าสู่โลกของการใช้ข้อมูล (Data) อย่างเต็มศักยภาพ

โดยโครงการจะเปิดให้ร้านค้าเริ่มผูกระบบกับแพลตฟอร์ม Food Delivery (จำกัด 1 ร้านค้า ต่อ 1 แพลตฟอร์ม) ในวันที่ 10 มิถุนายน และจะเปิดให้ประชาชนเริ่มสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรีได้ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้

ทั้งนี้ในระยะต่อไป กระทรวงการคลังยังมีแผนที่จะปรับระบบเพื่อเชื่อมโยงร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่ได้เป็นร้านธงฟ้า ให้สามารถเข้าไปอยู่ในกลไกของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กลุ่มเปราะบางสามารถใเพื่อช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นด้วย