นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเปิดรับสิทธิโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" 60/40 วันแรกได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนอย่างล้นหลาม ทั้งในส่วนของประชาชนทั่วไปและร้านค้า โดยระบบเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 06.00 น. เพียงครึ่งชั่วโมงแรกมีผู้เข้ามาลงทะเบียนสูงถึง 10 ล้านราย ซึ่งมากกว่าโครงการ คนละครึ่ง ที่มียอดประมาณ 5 ล้านราย ในช่วงเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ ณ เวลา 12.00 น. ยังคงมีสิทธิเหลืออยู่ประมาณ 7.56 ล้านสิทธิ ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในการช่วยเหลือปัญหาปากท้องและพยุงเศรษฐกิจ
ในด้านของผู้ประกอบการ โฆษกกระทรวงการคลังได้กล่าวเชิญชวนให้ร้านค้าเข้ามาร่วมโครงการให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนและเพิ่มโอกาสในการขายของตนเองในช่วงที่ข้าวของแพง ปัจจุบันมีร้านค้าที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 977,000 ราย และเมื่อรวมกับกลุ่มที่รอการกดยืนยัน คาดว่าตัวเลขจะทะลุ 1 ล้านราย
พร้อมกันนี้ ได้ชี้แจงเพื่อคลายความกังวลใจของร้านค้าในเรื่องการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง โดยระบุว่า การเสียภาษีจะคิดจากผลกำไร ซึ่งร้านค้าขนาดเล็กมักมีกำไรไม่มาก และส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ถึง 26,000 บาทต่อเดือน เกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี จึงไม่อยากให้ความกลัวเรื่องภาษีมาทำให้เสียโอกาสในการเพิ่มยอดขาย
นายวินิจ กล่าวว่า สาเหตุที่ระบบการตรวจสอบสิทธิของร้านค้าต้องมีความรัดกุมและละเอียดอ่อน ว่าเป็นผลมาจากการป้องกันการทุจริตของคนกลุ่มเล็กๆ โดยในโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ส่งเรื่องดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิดไปแล้วประมาณ 300 ราย ซึ่งพบหลักฐานชัดเจนจากฐานข้อมูล เช่น การสแกนใช้งานที่จุดหนึ่ง และอีกเสี้ยววินาทีต่อมาไปสแกนใช้งานในจุดที่อยู่ห่างออกไป 40-50 กิโลเมตร
ทางกระทรวงการคลังยืนยันว่าจำเป็นต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะเป้าหมายหลักของโครงการนี้ไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการพยุงและช่วยเหลือผู้ที่กำลังลำบากจากวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อ
วางรากฐานร้านค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ
สำหรับเป้าหมายของโครงการนี้ กระทรวงการคลังไม่ได้มองเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 3-4 เดือน แต่ต้องการดึงร้านค้าเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มเพื่อดูแลกันในระยะยาว โครงการได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยพัฒนาระบบ AI ที่ชื่อว่า "นกกระซิบ" เข้ามาช่วยร้านค้าขนาดเล็กที่ทำกิจการเพียง 1-2 คนและไม่มีเวลาทำบัญชี โดย AI จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขาย เช่น แจ้งเตือนช่วงเวลาที่ขายดี เมนูใดเป็นสินค้ายอดฮิต และช่วยวิเคราะห์ต้นทุนเฉลี่ยให้
นอกจากนี้ ข้อมูลการรับ-จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" จะถูกบันทึกเป็นเหมือนบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างง่าย ซึ่งร้านค้าสามารถนำประวัติการทำธุรกรรมส่วนนี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการกับสถาบันการเงินของรัฐได้ เช่น สินเชื่อสร้างเครดิตของธนาคารออมสิน ถือเป็นการยกระดับทักษะ (Up-skill) ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ก้าวเข้าสู่โลกของการใช้ข้อมูล (Data) อย่างเต็มศักยภาพ
โดยโครงการจะเปิดให้ร้านค้าเริ่มผูกระบบกับแพลตฟอร์ม Food Delivery (จำกัด 1 ร้านค้า ต่อ 1 แพลตฟอร์ม) ในวันที่ 10 มิถุนายน และจะเปิดให้ประชาชนเริ่มสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรีได้ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้
ทั้งนี้ในระยะต่อไป กระทรวงการคลังยังมีแผนที่จะปรับระบบเพื่อเชื่อมโยงร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่ได้เป็นร้านธงฟ้า ให้สามารถเข้าไปอยู่ในกลไกของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กลุ่มเปราะบางสามารถใเพื่อช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นด้วย

